วันพฤหัสบดีที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓

วิพากษ์การบิดเบือนทางความคิดและทุจริตทางวาจา ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เท่าที่ติดตามข่าวการอภิปรายของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทราบว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปแล้วอย่างครึกครื้นพอสมควร ผมยังไม่มีโอกาสอ่านคำ วิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น แต่เมื่อได้อ่านประมวลเนื้อหาของการอภิปรายนั้น แล้ว ก็คิดว่าควรจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้บ้าง บางทีการวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นที่มีลักษณะสุดขั้วหรือแปลกๆ อาจจะทำให้สามารถเสนอความเห็นอะไรได้ดีกว่าตั้งประเด็นขึ้นเองก็ได้

นอกจากนี้เมื่อเร็วๆนี้ยัง ปรากฏว่ามีนักวิชาการระดับแนวหน้าอีกบางคน ที่เที่ยวไปตระเวนชี้แจงให้ เหตุผลทำนองเดียวกันอยู่ในต่างประเทศ การโต้แย้งความคิดของท่านอธิการบดีฯน่าจะครอบคลุมถึงความเห็นของนักวิชาการ พวกเดียวกันนั้นได้ด้วย
ท่านอธิการบดีฯถามว่า “คน ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการรัฐประหารของคมช. แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สุดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจากคณะรสช.ที่มีการยึดอำนาจรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ”
คำตอบอย่างง่ายๆตรงไปตรงมาก็ คือ ไม่ใช่เลย รัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ประชาชนพากันต่อต้านการสืบทอดอำนาจของรสช.ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2534 พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และเมื่อการสืบทอดอำนาจของรสช.ต้องยุติลงแล้ว ก็มีการเคลื่อนไหวให้มีการ ปฏิรูปการเมืองจนนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้ขึ้น รัฐธรรมนูญ 40 จึงไม่ได้มาจากการรัฐประหารของรสช. แต่เป็นผลิตผลของการต่อต้านการสืบทอด อำนาจเผด็จการของรสช. และเป็นผลของความพยายามทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มากขึ้นโดยกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยต่างหาก
ความจริงท่านอธิการบดีฯก็รู้ ดีอยู่แก่ใจ และที่ถามก็คงไม่ได้ต้องการคำตอบ เพียงแต่ต้องการจะลดความชอบธรรมของรัฐ ธรรมนูญฉบับประชาชน ให้มีค่าไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญที่เป็นผลโดยตรงของการรัฐ ประหารอย่างรัฐธรรมนูญปี 50 เท่านั้นเอง
ท่านอธิการบดีฯยังสร้างความ ชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับ50ด้วยการอวดอ้างว่า “ประวัติศาสตร์รัฐ ธรรมนูญไทยไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ” พร้อม กับช่วยแก้ต่างข้อโจมตีให้ด้วยว่า “แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือ”
ท่านอธิการบดีฯไม่ได้บอกด้วย ว่าการลงประชามตินั้นทำกันไปในเงื่อนไขอย่างไร การลงประชามติที่ทำไปนั้น ทำไปโดยมีเงื่อนไขแกมบังคับประชาชนว่า ถ้าไม่ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้ว คมช.อาจหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาปรับแก้เอาตามใจอย่างไรก็ได้ ทั้งยังขู่ด้วยว่าจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนอออกไป บ้านเมืองไม่เข้าสู่ภาวะปกติ
นอกจากนั้นการชี้แจงเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญนี้เกือบจะเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเกือบไม่มีโอกาสชี้แจงโต้แย้งเลย ซ้ำยังมีกฎอัยการศึกคุมอยู่ในหลายสิบจังหวัดปิดกั้นการชี้แจงของผู้ที่ไม่ เห็นด้วย ที่แย่ที่สุดก็คือ เมื่อร่างผ่านประชามติมาแล้ว ยังมีการเติมบทเฉพาะกาลกัน อย่างสนุกสนาน จนทำให้รัฐธรรมนูญที่ใช้กันจริงๆมีเนื้อหาที่เลวร้ายหนักเข้า ไปอีก ชนิดที่ต้องเรียกว่าเป็นคนละฉบับกับที่ไปถามความเห็นประชาชนก็ว่าได้
ประชามติที่ท่านอธิการบดีฯนำ มาอวดอ้าง จะว่าไปก็เป็นเสียงประชาชนอย่างที่ท่านกล่าว เพียงแต่เป็นเสียงของประชาชนที่ถูกข่มขู่ บังคับ และหลอกลวงเสียมากกว่า จริงๆแล้วก็คือประชามติลวงโลกนั่นเอง
ท่านอธิการบดีฯยังได้ตั้งคำ ถามที่คมไม่แพ้ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งเลยที่เดียวที่ว่า “ท่านที่บอกว่ามี ความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหารที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ถามว่าเรายอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 หรือไม่”
ผมเองก็เพิ่งแสดงความเห็นไป ว่าในประเทศไทยไม่เคยมี และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการรัฐประหารที่ดี พอท่านอธิการบดีฯพูดอย่างนี้ก็ทำ ให้คนคล้อยตามได้ง่ายทีเดียว
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการรัฐประหารหรือไม่ คำตอบก็คือ เป็น
ถามต่อไปว่าเป็นการรัฐประหาร ที่ดีและก้าวหน้าหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าดี และก้าวหน้า
แล้วทำไมมีการรัฐประหารที่ดี และก้าวหน้าได้ล่ะ
คำตอบก็คือ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีกลไกและวิธีการในระบบที่จะเปลี่ยนแปลงสู่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ การรัฐประหารจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นและก้าวหน้า อาจจะไม่ก้าวหน้าอย่างเต็ม ที่เพราะขาดการเข้าร่วมของประชาชน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและก้าวหน้า
แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเป็นต้นมา ประเทศอยู่ในระบบที่เราอาจเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาโดยการมี ส่วนร่วมของประชาชนและโดยสันติได้แล้ว การรัฐประหารจึงไม่ใช่สิ่งที่ดี หากแต่ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประเทศนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ที่ผมพูดว่าไม่มีรัฐประหารที่ ดีในประเทศไทย จึงหมายถึงนับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงหารปกครองแล้วเป็นต้น มา
ท่านอธิการบดีฯเองยังไม่ได้ไป ไกลถึงขั้นที่บอกว่า จริงๆแล้วท่านก็ไม่ได้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 2475 แต่ท่านตั้งคำถามนี้เพื่อวัตถุประสงค์ 2 อย่าง
หนึ่งคือ ลดความชอบธรรมของการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้มีฐานะเท่าๆกับการรัฐประหารทั้งหลายที่เกิดขึ้นใน เวลาต่อมา
สองคือ ท่านพยายามสร้างความชอบธรรมและการยอมรับให้กับการรัฐประหารโดยทั่วไป โดยเฉพาะครั้งที่ผ่านมา และแน่นอนย่อมรวมถึงการรัฐประหารที่อาจจะมีขึ้นในวันข้างหน้าอีกด้วย
การแสดงความเห็นที่ผ่านๆมาของท่านก็นับว่าชัดเจนมากแล้วว่าท่านคิดอย่างไร กับการรัฐประหาร แต่ก็ยังใช้สำนวนโวหารให้ดูแนบเนียนอยู่บ้าง แต่คราวนี้ท่านเปิดเผยตรงไปตรงมาที่สุดว่า ท่านเลือกที่จะแก้ต่างและพร้อม ที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการการรัฐประหารเลยทีเดียว
ปัญหาการมีที่มาที่ไม่ชอบธรรม ของรัฐบาลปัจจุบัน ท่านอธิการอธิบายว่า “ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัครและรัฐบาลนายสมชายมาจากไหน ตอนนี้เรามักข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง”
ความจริงถ้ามองแบบผิวเผิน ก็อาจพูดได้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กับรัฐบาลสมชายและรัฐบาลสมัครต่างก็มาจากสภา ชุดปัจจุบันเหมือนกัน
แต่ทำไมจึงว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม
ในการเลือกตั้งเมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ นั้น ประชาชนไม่ได้เลือกพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์มาเป็นรัฐบาล แต่เลือกพรรคพลังประชาชน การที่พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นรัฐบาลขึ้นมาได้ก็เพราะมีการล้มรัฐบาลก่อน หน้านั้นไปถึง ๒ รัฐบาล โดยอาศัยรัฐธรรมนูญและกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัด ต่อหลักนิติธรรม ทั้งในการตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังมีผู้มีอำนาจและผู้นำกองทัพเข้ามาก้าว ก่ายแทรกแซง ดังเป็นที่ทราบทั่วกันว่ารัฐบาลนี้ตั้งขึ้นในค่ายทหาร
ที่ว่ารัฐบาลสมัครและรัฐบาลสม ชายถูกล้มไปโดยรัฐธรรมนูญและกลไกตามรัฐธรรมนูญนั้น พอดีเป็นประเด็นที่ท่านอธิการบดีฯก็ได้มาแก้ต่างให้ ทั้งในเรื่องการปลดนาย สมัครออกจากนายกฯและการยุบพรรคพลังประชาชน จึงควรมาดูประเด็นทั้งสองนี้กัน
ท่านอธิการบดีฯพยายามจะอธิบาย ว่าไม่มีเรื่องสองมาตรฐานโดยบอกว่า “กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่านายสมัครแค่ ‘รับจ้าง’ ไม่ใช่ ‘ลูกจ้าง’ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดูว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข้ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียบ ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน”
ก็แล้ว “รับจ้าง” กลายเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายไปได้อย่างไร
คำตอบก็คือ เพราะตุลาการศาล รัฐธรรมนูญใช้พจนานุกรมแทนที่จะใช้กฎหมาย และความจริงก็มีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงความเป็นสองมาตรฐานแล้ว คือกรณีที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองบางคนไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยบ้าง หรือไปจัด รายการทางวิทยุบ้าง ถ้าตีความอย่างเคร่งครัดหรือใช้มาตรการอย่างเข้มตามคำของท่านอธิการ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหล่านั้นก็ต้องพ้นจากตำแหน่งกันไปแล้ว ไม่ต้องรอให้อภิสิทธิ์ไปทำกับข้าวออกทีวีเสียก่อนแล้วดูการตัดสินของศาลรัฐ ธรรมนูญจึงจะรู้ว่าสองมาตรฐานหรือไม่
เรื่องนี้นอกจากจะขัดหลัก นิติธรรมแล้ว ระบบตามรัฐธรรมนูญและการตีความตามใจชอบยังมีผลเท่ากับการที่คนเพียงไม่กี่คน สามารถหักล้างอำนาจการตัดสินของประชาชนทั่วประเทศด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง และขาดน้ำหนักอย่างยิ่งได้อีกด้วย
รัฐบาลสมชายนั้นล้มไปเพราะ พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ถูกยุบเนื่องจากกกต.เชื่อว่ากรรมการบริหารคนหนึ่งทำ ผิดกฎหมายเลือกตั้งและต่อมาได้รับใบแดง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่าเมื่อกรรมการบริหารเพียงแค่ปล่อยปละละเลยก็ ต้องยุบทั้งพรรค แม้ว่ากรรมการบริหารคนอื่นจะไม่รู้เรื่องด้วยเลยก็ตาม และเมื่อยุบพรรคแล้ว กรรมการบริหารทั้งชุดก็ต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ไปพร้อมกันด้วย
กติกาอย่างนี้ขัดต่อหลัก นิติธรรม เพราะเป็นการลงโทษหมู่คณะจากการกระทำของคนๆเดียว ไม่ต่างจากการประหารเจ็ดชั่วโคตรในอดีต
พรรคอื่นบางพรรคที่ถูกยุบไป แล้วเช่นพรรคชาติไทย ถูกยุบเพราะกกต.เชื่อว่าผู้สมัคร ซึ่งเป็นกรรมการบริหารเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือกตั้งจึงให้ใบแดงไป เลย เมื่อเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่มีอำนาจพิจารณาว่า ทุจริตจริงหรือไม่ แต่เมื่อเป็นที่ยุติโดยกกต.แล้วว่าทุจริต ศาลรัฐธรรมนูญก็มีทางเดียว คือต้องให้ยุบพรรคชาติไทย และเพิกถอนสิทธิ์ กรรมการบริหารทั้งชุด
ต่อมาผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตในการเลือกตั้งรายนั้นถูกดำเนินคดี จนถึงที่สุดแล้วปรากฏว่าสั่งไม่ ฟ้อง ต้องคืนเงินให้เขาไป สรุปก็คือไม่มีใครทำผิดเลยแม้แต่คนเดียว แต่พรรคทั้งพรรคก็ถูกยุบไปแล้วอย่างง่ายดาย
ท่านอธิการบดีฯยืนยันว่า เรื่องการยุบพรรคไม่มีเรื่องสองมาตรฐาน โดยเฉพาะกรณีของพรรคประชาธิปัต ย์ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยแคลงใจในการทำงานของกกต.อยู่นั้น ท่านอธิการช่วยแก้ ให้เสร็จสรรพว่า “แล้วก็มีคนเรียกร้องว่า ทำไมยุบไปแล้ว 3 พรรค 4 พรรค แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมบอกว่านี้ครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ไม่ได้ทุจริตเลือกตั้ง ไม่มีกรรมการบริการพรรคไปทุจริตซื้อเสียง แต่ที่ร้องเรียนเป็นการใช้เงินจาก กกต.ผิดประเภท ซึ่งนั่นเกิดก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้”
คนที่กล้าแก้ต่างให้พรรคประชา ธิปัตย์อย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ น่าจะต้องศึกษาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาแล้ว มากพอ แต่ก็แปลกที่ท่านอธิการบดีฯไม่ได้ให้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริงที่เกิด ขึ้น ทั้งยังเบี่ยงเบนประเด็นอีกด้วย
เป็นความจริงที่ในคดี 258 ล้าน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเลือกตั้งหรือซื้อเสียง แต่ ขณะเดียวกันเรื่องที่ร้องเรียนก็ไม่ใช่มีเพียงเรื่องการใช้เงินจากกกต.ผิด ประเภทอย่างที่ท่านอธิการบดีฯว่า เรื่องใหญ่ยังอยู่ที่เรื่องการปกปิดเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัทเอกชน ร่วมมือกับบริษัทเอกชนฉ้อโกงบริษัทมหาชน และได้ใช้เงินเหล่านั้นในการทำงานของพรรค รวมทั้งในการเลือกตั้ง
ที่บอกว่าเรื่องนี้เกิดก่อน รัฐธรรมนูญ 2550 ท่านอธิการต้องการอธิบายว่า เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 สองมาตรฐานไม่ได้
แต่เรื่องนี้ก็ยังมีปัญหาสอง มาตรฐานอยู่นั่นเอง ไม่ใช่ปัญหาสองมาตรฐานที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาการปฏิบัติอย่างสองมาตรฐานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญคือกกต.
คดี 258 ล้านนี้พิจารณากันมานานมาก ต่างจากการพิจารณาคดีของพรรคการเมืองอื่นที่ถูก ยุบไปแล้ว ถึงเวลาลงมติ กลับมีมติส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมือง และทำท่าว่าถ้านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นให้ยกคำร้อง ก็อาจไม่ ต้องกลับมาให้กกต.พิจารณาอีก
ที่เป็นตลกร้ายที่สุดก็ คือ การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอใช้เวลาอ่านสำนวนอีกกว่า 3 เดือนก่อนจะเสนอความเห็นได้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเป็นคนเดียวที่ลงมติให้ยกคำร้องในฐานะประธานกกต.
ทำเหมือนกับคนทั้งประเทศไม่ รู้ว่าประธานกกต.กับนายทะเบียนพรรคการเมืองคือคนๆเดียวกัน
เรื่องการชุมนุมทางการเมือง ที่ท่านอธิการบดีฯอธิบายว่า “เรื่องนี้ก็ไม่มีสองมาตรฐานขึ้นอยู่กับ ว่าอัยการจะสั่งฟ้องช้าหรือเร็วเท่านั้น” ดูเหมือนไม่ต้องใช้เวลาในการโต้แย้งอะไรมาก วิญญูชนทั้งหลายคงสามารถตัดสินได้อยู่แล้วว่า ความเห็นนี้ไม่อยู่กับร่องกับ รอยเพียงใด น่าแปลกหน่อยก็ตรงที่ว่าทำไมกล้าถึงขนาดนั้น
ท่านอธิการบดีฯยังได้ตั้งคำ ถามที่ดูเหมือนจะต้องการวางตัวให้เป็นผู้อาวุโสไปด้วยอีกคนว่า “เราจะ รักษาประเทศนี้ให้ดีได้อย่างไร ประเทศไทยจะกลายเป็นเลบานอนหรือไม่ จะเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่”
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้ ห่วงใยบ้านเมืองสมควรถาม แต่สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้กับ การรัฐประหาร และแก้ต่างให้กับระบบที่เต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรมและสองมาตรฐานแล้ว ท่านไม่ควรเป็นผู้ถามคำถามเหล่านี้เลย เพราะสิ่งที่ทำอยู่กำลังซ้ำเติมและเร่งให้ปัญหาที่ท่านถามถึงนั้นยิ่งแก้ยาก ขึ้นไปอีกเสียมากกว่า
ประเด็นที่ท่านอธิการบดีฯทิ้ง ท้าย ดูจะไม่ชัดเจนนักว่าต้องการอะไร แต่คิดว่ามีนัยสำคัญทีเดียว นั่นคือการอ้างถึงอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ที่เขียนบทความโดยใช้ชื่อนายเข้ม เย็นยิ่ง เรียกร้องในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองปี 2516 ว่า อาจารย์ป๋วยท่านเรียกร้องกติกาหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้านยอมรับกติกาการอยู่ร่วมกัน
เหมือนกับจะอาศัยอาจารย์ป๋วย มาบอกว่าคนในประเทศนี้ วันนี้ ควรยอมรับกติกาของประเทศ คือรัฐธรรมนูญปัจจุบันและระบบกฎหมายอย่างที่เป็น อยู่ ทั้งๆที่อาจารย์ป๋วยเขียนจดหมายฉบับนั้นในขณะที่บ้านเมืองอยู่ใต้การ ปกครองของเผด็จการ ไม่มีรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเอาข้อเรียกร้องของอาจารย์ป๋วยมาประยุกต์ใช้ในวันนี้ ที่ถูกแล้วควรตีความว่า บ้านเมืองทุกวันนี้ก็ไม่มีกติกาที่ดีสำหรับคนที่ อยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างกติกาที่ดีขึ้นมาใหม่ คล้ายๆกับที่เคยมีการ เรียกร้องกันมาในอดีตนั่นเอง
ประเด็นสุดท้ายของท่านอธิการ นี้ คนอาจไม่ถือเป็นสาระอะไรมาก แต่ความจริงก็ทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในอดีตกับปัจจุบันได้ดีทีเดียว
ที่สำคัญกว่านั้น การบิดเบือนทางความคิดและการทุจริตทางวาจาแบบนี้ กระทำโดยผู้ที่มีตำแหน่ง ฐานะอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยที่เคยโดดเด่นด้วยเกียรติภูมิอันสูงส่ง ว่าได้ยืนเคียงข้างความถูกต้องและเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนตลอดมา แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศกำลังมองเห็นและใช้ ประโยชน์จากความอ่อนแอของสังคมอย่างถึงที่สุด และน่าตกใจที่ชุมชนมหาวิทยาลัยและวงการวิชาการ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบขึ้นได้

นักสิทธิมนุษยชนไทย-กะเหรี่ยงร้อง ‘มาร์ค’ - ‘กองทัพ’ หยุดส่งผู้อพยพกลับพม่า

นักสิทธิมนุษยชนไทย-องค์กรสตรี กะเหรี่ยงแถลงข่าวเรียกร้องนายกรัฐมนตรี-สมช.-และทหารระงับการส่งผู้ลี้ภัย ชาวกะเหรี่ยงที่ จ.ตาก กลับพม่า “สุรพงษ์ กองจันทึก” ติรัฐบาลช่วยเฮติได้ แต่กับผู้ลี้ภัยข้าวสักกระสอบก็ไม่เคยให้แถมจะส่งไปเผชิญความตาย จี้รัฐบาลต้องมีนโยบายผู้ลี้ภัยที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยทหารทำ ชี้กรณีส่งม้งกลับลาวก็เกิดปัญหาแล้ว ด้าน “กลุ่มเพื่อนพม่า” จะยื่นหนังสือถึงมาร์คเช้าพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (4 ก.พ.52) กลุ่มเพื่อนพม่า องค์กรสตรีกะเหรี่ยง และศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน จัดการแถลงข่าว ขอให้ระงับชั่วคราวการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว บ้านหนองบัว ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ณ ห้องประชุมสุจิตรา มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กทม.

จากการที่กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีกำหนดดำเนินการผลักดันผู้ลี้ภัยสงครามชาวกะเหรี่ยง จโดยผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักรอชั่วคราวบ้านหนองบัว และบ้านแม่อุสุทะ ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ทั้งหมด ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 โดยปฏิบัติการเพื่อเคลื่อนย้ายผู้ลี้ภัยจะเริ่ม ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.นี้เป็นต้นไป ท่ามกลางความหวั่นวิตกของนักสิทธิมนุษยชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องถึงความ ปลอดภัย

โดยผู้ลี้ภัยกลุ่มดังกล่าว อพยพเข้ามาหลังเกิดเหตุการณ์สู้รบระหว่างกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู (Karen National Union: KNU) และกองทัพรัฐบาลพม่าที่สนธิกำลังกับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ ดีเคบีเอ (Democratic Karen Buddhist Army: DKBA) เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา

นางบลูมมิ่ง ไนท์ (Blooming Night) เลขาธิการร่วมองค์กรสตรีกะเหรี่ยง (Karen Women Organization) กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่าได้มีชาวบ้านบางส่วนที่ได้ข้ามกลับไปดูแล สัตว์เลี้ยงที่ทำกินของตนเองและเหยียบกับระเบิด บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5 คน ซึ่งทั้งนี้เป็นเด็กชายอาย 13 ปีที่เหยียบระเบิดขาขาดไปเมื่อเดือนสิงหาคม และหญิงมีครรภ์ 8 เดือนที่พึ่งเหยียบกับระเบิดเท้าขาดไปเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5 คน ทำให้ชาวบ้านไม่อยากจะข้ามกลับไปเพราะเกรงกลัวอันตรายจากกับระเบิด

บลูมมิ่ง กล่าวด้วยว่าที่ผ่านมามีความพยายามในการส่งกลับผู้ลี้ภัยกลุ่มดังกล่าว แต่ได้มีการออกมาคัดค้านจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องทำ ให้ต้องหยุดไป ส่วนในครั้งนี้ กลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกที่จะถูกส่งกลับในวันพรุ่งนี้ (5 ก.พ.) มีทั้งหมด 35 ครอบครัว หรือกว่า 160 คน

นายสุรพงษ์ กองจันทึก รองประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวให้ข้อมูลว่าจากการลงพื้นที่ จ.ตาก และได้เข้าไปยังพื้นที่พักรอชั่วคราวบ้านหนองบัว และบ้านแม่อุสุทะ ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง พบว่าทั้ง 2 แห่ง มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่รวม 1,723 คน โดยพื้นที่พักรอชั่วคราวบ้านหนองบัวมีผู้ลี้ภัยทั้งหมด 730 คน (146 ครอบครัว) อยู่ภายใต้การดูแลของทหารพราน กะเหรี่ยงส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงคริสต์ ส่วนที่พื้นที่พักรอชั่วคราวบ้านแม่อุสุทะมีผู้ลี้ภัยทั้งหมด 993 คน (201 ครอบครัว) ส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงพุธ

ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวด้วยว่า การเร่งผลักดันผู้ลี้ภัยเหล่านี้ออกนอกประเทศจะเกิดผลเสียคือ ผู้ลี้ภัยอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตจากระเบิดจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานทหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น KNU,DKBA หรือทหารไทย ไม่เคยพูดถึงความไม่ปลอดภัยจากกับระเบิดในพม่าเลย และการผลักดันผู้ลี้ภัยออกจากพื้นที่นั้นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผล ให้มีปัญหาในระยะยาวอื่นๆ ตามมา เพราะผู้ลี้ภัยจะกลับเข้ามาประเทศไทยใหม่โดยกลายเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิด กฎหมายที่หลบซ่อน นำไปสู้ปัญหาการค้ามนุษย์ และรัฐไม่สามารถตรวจสอบควบคุมได้ นอกจากนั้นขณะที่สังคมไทยกำลังรณรงค์ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่เฮติ การไม่ช่วยเหลือและส่งกลับผู้ลี้ภัยจากพม่าจะทำให้ประเทศไทยถูกตำหนิจากนานา ประเทศ และอาจมีมาตรการที่ลงโทษประเทศไทยได้

“การรณรงค์ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่เฮติเป็นเรื่องที่ดี แต่เรามีผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือ ทั้งที่ผลกระทบมีมากกว่าคนเฮติที่อยู่ห่างไกล และนอกจากไม่ช่วยเหลือแล้วข้าวสารสักกระสอบก็ไม่เคยส่งไปให้กับผู้ลี้ภัยเลย อีกทั้งยังผลักเขาไปส่ความตาย” นายสุรพแสดงความเห็น

นายสุรพงษ์ กล่าวถึงข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกองทัพไทย โดยขอให้ 1.ยุติการกดดันผู้ลี้ภัยเพื่อให้ทนอยู่ในประเทศไทยไม่ได้และจำต้องกลับไป เสี่ยงความตาย โดยอ้างว่าผู้ลี้ภัยสมัครใจเดินทางกลับ 2.ชะลอการส่งผู้ลี้ภัยกลับจนกว่าจะมีการเคลียร์กับระเบิดเรียบร้อยแล้ว 3.ให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในประเทศและระดับสากลเข้าไปให้ความช่วย เหลือผู้ลี้ภัย และ 4.ดูแลช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยอยู่อย่างปลอดภัยในพื้นที่พักรอ โดยไม่ให้ต้องมีความหวาดกลัวดังเช่นในปัจจุบัน

นายสุรพงษ์กล่าวต่อมาว่า การดูแลผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยในสายตาโลก ไม่ใช่เรื่องที่จะให้สิทธิขาดทหารดำเนินการ รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดูแลเรื่องนี้ เพราะล่าสุดในกรณีการส่งกลับชาวม้งสัญชาติลาวเมื่อปลายปี 2552 ก็ประสบปัญหาโดยมีหลายองค์กรออกมาให้ข่าวว่าผู้ถูกส่งกลับต้องไปเผชิญกับ ความยากลำบาก เด็กถูกส่งกลับกว่า 100 คนถูกผลักดันสู่ความตาย ทั้งที่ผู้ลี้ภัยส่วนหนึ่งที่ถูกส่งกลับได้รับการตอบรับให้เดินทางไปสู่ ประเทศที่ 3 แล้ว นอกจากนั้น ทั้งรัฐบาลไทยและลาวต่างไม่ออกมารับผิดชอบต่อการสูญหายของผู้ลี้ภัยใน ระหว่างการส่งกลับ แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็ได้ทำให้รัฐบาลไทยถูกประณามว่าเป็นต้นเหตุ

“หากรัฐบาลไม่เข้าไปดูแลควบคุมเรื่องนี้ ผมถือว่าแม่ทัพภาคที่ 3 ปฏิวัติยึดอำนาจประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ที่บอกว่าไม่ปฏิวัติแต่ไม่ฟังเสียงจากรัฐบาลและสภาความมั่นคงแห่งชาติ นั่นคือการปฏิวัติเรียบร้อยแล้วและจะมีผลจริงๆ ในวันพรุ่งนี้หากมีการผลักดันผู้อพยพออกจากประเทศไทย” นายสุรพงษ์กล่าว

ส่วนนางสาวอาภัสสร สมบุญวัฒนกุล กลุ่มเพื่อนพม่ากล่าวถึงการเคลื่อนไหวต่อไปว่า ในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ยุติการส่งกลับผู้ ลี้ภัยศูนย์ที่พักพิงชั่วคราวบ้านหนองบัว และบ้านแม่อุสุทะ ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ส่วนในช่วงบ่ายจะมีการจัดประชุมและแถลงข่าวของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งหากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจากมีการเชิญสื่อมวลชนไปสำรวจ พื้นที่จริง ร่วมทั้งจะมีการยื่นหนังสือให้แก่องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย

รายงาน: เปิดตัวพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย พรรคสังคมนิยม 2553 คืนชีพ?

ที่มา ภาพทั้งหมดจาก www.sanamluang.tv
“การผลิตที่ทันสมัยเป็น ของมนุษยชาติ
มีแต่คนไร้เดียงสาเท่า นั้นที่จะบอกว่า นั่นเป็นของทุน
คอนเซ็ปต์เดิมของ สังคมนิยมดูกันที่การแบ่งปัน
แต่สำคัญเราต้องทำการ ผลิตที่ก้าวหน้า”

เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา มีการเปิดตัว ‘พรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย’ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ผู้เข้าร่วมใส่เสื้อหลากสี แต่แน่นอน สีแดงยังเป็นสีเด่นทั่วห้อง ครั้งนี้นับเป็นการเปิดตัวพรรคที่อ้างอิงกับแนวคิด ‘สังคมนิยม’ อีกหนในสังคมไทย หลังจากพรรคที่มีท่วงทำนองนี้หายไปจากหน้าการเมืองไทยนานจนคนอาจคิดว่าสิ้น สุดสมัยของมันแล้ว

อันที่จริงหากดูเส้นทางประวัติศาสตร์ที่สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประวัติศาสตร์แห่งรั้วจามจุรี อธิบายในงานเปิดตัวพรรคครั้งนี้ก็จะพบว่า ชื่อพรรค ‘แนวร่วมสังคมนิยมประชาธิปไตย’ นี้ไม่ใช่ชื่อใหม่ แต่มันเคยเกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย โดยมีสมคิด ศรีสังคม เป็นโต้โผใหญ่ และพรรคที่มีแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยก็เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยหลายพรรคใน ยุคที่การต่อสู้ทางความคิด ซ้าย-ขวา ยังระอุ ถึงขนาดที่เคยมี ส.ส.เข้าไปนั่งในสภาหลายสมัย

ช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดคือช่วงปี 2518 ซึ่งพรรคแนวนี้ได้ที่นั่งในสภารวมกันแล้วถึง 37 ที่นั่ง ก่อนจะถูกปราบปรามอย่างหนักในปีต่อมา จากนั้นหลังป่าแตก พรรคแนวสังคมนิยมถูกรื้อฟื้นมาอีกครั้งแบบเงียบๆ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ กระทั่งแม้แต่ชื่อก็หายไป และปิดฉากลงหลังการรัฐประหารปี 2535 เพราะหาผู้สมัคร ส.ส.ได้ไม่ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญปี 2535 กำหนด

ความพยายามตั้งพรรคของบรรดา “ฝ่ายซ้าย” มีอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่สำเร็จ เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยน ความขัดแย้งทางความคิดเริ่มก่อตัวอีกระลอกในช่วง 3-4 ปีนี้ ฝ่ายซ้ายส่วนหนึ่งได้ร่วมก่อตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” กับขบวนพันธมิตรประชาชนเพี่อนประชาธิปไตย ฝ่ายซ้ายอีกจำนวนหนึ่งก็ได้ร่วมกันก่อตั้ง “พรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย” ตามกันมาติดๆ พรรคนี้เพิ่งจดทะเบียนกับคณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำเร็จเมื่อ 29 ธันวาคม 2552 นี้เอง หลังจากขอจดในชื่อ “พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย” แล้ว แต่ กกต.บางคนยืนกรานไม่ให้ผ่าน เนื่องจากเชื่อว่าชื่อนี้มีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์เป็นประมุข

“เรื่องนี้เป็นวาทกรรมที่หยิบยกมาต่อสู้ให้ร้ายกันเฉยๆ ไม่มีใครคิดจะล้มล้างสถาบัน เพราะเราไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูกับประชาชนทั้งประเทศ และมันก็ไม่ใช่สังคมนิยมแบบเก่าอีกแล้ว เราพยายามใช้ประเทศสังคมนิยมในยุโรปเป็นแม่แบบ และปรับใช้ให้เข้ากับสังคมไทย” ประชา อุดมธรรมานุภาพ หัวหน้าพรรคฯ กล่าว

ด้านสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคทั้งยังเป็น “ลมใต้ปีก” ของขบวนการซ้ายมาตั้งแต่อดีต ตอบคำถามถึงความเหมือนหรือแตกต่างกับ “แดงสยาม” ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่สุดในกลุ่มคนเสื้อแดงว่า “เราอาจเหมือน กันตรงที่อยากเห็นประเทศก้าวหน้า สังคมเป็นธรรม แต่อาจแตกต่างในรายละเอียด การเลือกเส้นทางการเมือง สำหรับเรื่องสถาบันที่อาจมีผู้กล่าวหาพรรคนั้น ไม่กังวล เพราะเราทำตามกฎหมาย ซี่งในทางการเมืองเรื่องนี้ถูกขีดเส้นชัดเจนอยู่แล้ว


ประชา อุดมธรรมานุภาพ และ สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน

หากดูรายชื่อกรรมการบริหารพรรค (อ่านในเอกสารประกอบด้านล่าง) คนใน แวดวงเดิมๆ อาจรู้จักมักคุ้นกันอยู่ แต่คงไม่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไป ประชาเล่าว่า การเคลื่อนไหวในการก่อตั้งพรรคมีมาตั้งแต่ 3-5 ปีก่อนรัฐประหารแล้ว และเมื่อสถานการณ์เดินมาถึงความขัดแย้ง แดง-เหลือง ที่ดูยากจะหาทางออก พวกเขาที่นิยามตนว่าเป็น “นักต่อสู้เก่าแก่” ก็เห็นควรต้องร่วม “ชี้นำสังคม” ตามแนวทางของเขา

“เราพยายามรื้อฟื้นจิตวิญญาณที่ทำ เพื่อคนอื่นขึ้นมา คนที่อยากจะทำอะไรเพื่อสังคมยังคงมีอยู่เยอะในสถานการณ์ที่ทางโน้นคนก็ไม่ ชอบ ทางนี้คนก็ไม่ชอบ” สรรเสริญ กล่าว

สรรเสริญชี้ว่า การรวมตัวครั้งนี้พยายามผ่านอุปสรรคสำคัญ ทั้งเรื่องเงินทุน ซึ่งหวังพึ่งใครไม่ได้นอกจากช่วยๆ กันเอง กับเรื่องการหาบิ๊กเนมมาร่วมพรรค ซึ่งเท่ากับเป็นการขายอดีต มากกว่าขายปัจจุบัน ทางออกที่เหมาะสมจึงหนีไม่พ้นแนวทางแบบ “พรรคกระยาจก” คือ แต่ละคนต่างก็มีอาชีพของตนเอง และรวบรวมสิ่งที่มีอยู่มาค่อยๆ ดำเนินการไปในแนวทางตนเอง

ตำแหน่ง แห่งที่ของพรรคสังคมนิยมใน พ.ศ.2553

แนวสังคมนิยมที่จะเกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้ ซึ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วก็ย่อมต้องมีโฉมหน้าที่แตกต่างจากเก่า โดยเฉพาะกับโจทย์เก่า “ทุนนิยม”

หากดูจากคำแถลงในวันเปิดตัวก็พอจะมองเห็นแนวทางพรรคอยู่บ้าง เช่น “ต่อสู้ให้ประชาชนได้รับสิทธิเสมอภาค คัดค้านการใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน” “ร่วมกับกรรมกร ชาวนา นักศึกษาปัญญาชน ประชาชนทุกหมู่เหล่าคัดค้านการรัฐประหารและคัดค้านการแทรกแซงการเมืองของ ตุลาการทุกรูปแบบ สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย คัดค้านอำนาจนอกระบบ” “ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระจายอำนาจสู่ประชาชน”

ส่วนแนวทางเศรษฐกิจก็มีประเทศสังคมนิยมในยุโรปเป็นต้นแบบ เน้นการสร้างรัฐสวัสดิการ อัตราภาษีก้าวหน้า ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ปฏิวัติที่ดิน ควบคุมอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

“การผลิตที่ทันสมัยเป็นของมนุษยชาติ มีแต่คนไร้เดียงสาเท่านั้นที่จะบอกว่านั่นเป็นของทุน คอนเซ็ปต์เดิมของสังคมนิยมไม่ได้อธิบายเรื่องการผลิต พูดแต่เรื่องการแบ่งปัน อุดมการณ์เดิมนั้นดูกันที่การแบ่งปัน แต่สำคัญเราต้องทำการผลิตที่ก้าวหน้า แล้วกำหนดกติกาการแบ่งปัน การบริหารจัดการที่ไม่ให้กลุ่มคนต่างๆ เอาเปรียบกัน ที่สำคัญ ต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเหมือนญี่ปุ่น ให้ท้องถิ่นมีทั้งอำนาจ มีเงิน และรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง” สรรเสริญกล่าว

ขณะที่รายละเอียดรูปธรรม การกำหนดจังหวะก้าวที่ชัดเจน จะเริ่มต้นในการประชุมที่จะเกิดขึ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งประชาระบุว่า เบื้องต้นจะเน้นการทำงานมวลชน หาสมาชิกให้ครบตามกำหนด 1 ปี แล้วร่วมกันยกร่างยุทธศาสตร์ใหญ่เป็นแผนออกมา อย่างไรก็ตาม เขาค่อนข้างมั่นใจกับสมาชิก เครือข่ายที่มีอยู่แล้วกระจายตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

“ส่วนหนึ่งก็เป็นพวกเสื้อแดง อีกส่วนก็พรรคพวกเก่าๆ” ประชากล่าว และว่า หากมองภาพใหญ่พรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตยคงไม่ใช่คู่แข่งของพรรคการ เมืองกระแสหลักเช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ เพราะไม่มีเงินทุนจำนวนมาก แต่อาจพอถือว่าเป็นพรรคทางเลือกคู่แข่งกับพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งมีจุดยืนตรงข้ามกันในแง่แนวคิด

“พรรคเพื่อไทยรับภารกิจได้ระดับหนึ่ง เขาไม่สะดวกจะทำบางอย่าง เช่น ภาษีก้าวหน้า คนที่จะทำเรื่องพวกนี้ คือพวกที่ไม่มีเนื้อจะเฉือน” สรรเสริญกล่าว

ขณะที่รองหัวหน้าพรรคที่นับเป็นรุ่นใหม่อย่าง ไม้หนึ่ง ก.กุนที กล่าวว่า พรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นแนวร่วมให้กับคนเสื้อแดงเช่นเดียวกับพรรคเพื่อ ไทย และจะเป็นแนวร่วมให้พรรคเพื่อไทยด้วย หากพื้นที่ไหนพรรคเพื่อไทยรู้สึกว่าพรรคการเมืองอำมาตย์มีจุดแข็ง และไม่ควรเสียทรัพยากรขี่ช้างจับตั๊กแตน พรรคแนวร่วมฯ ยินดีลุยและบุกเบิกพื้นที่เหล่านั้น ด้วยเชื่อว่าพวกเขามีบุคลิกใหม่ คุณภาพใหม่ และมีปริมณฑลทางการเมืองที่เปิดกว้างมากกว่ามุมมองแบบเก่าๆ และอาจสั่งสมสู่ชัยชนะได้ โดยไม่แคร์ต่อคำกล่าวที่จะเกิดขึ้นว่า พรรคนี้เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย เช่นเดียวกับสรรเสริญที่ตอบคำถามนี้อย่างติดตลกว่า “เอาเลย ถ้าเขารับนโยบายของเรา แต่เกรงว่าเขาจะไม่เอา ไม่งั้นก็ไม่ต้องมาตั้งเองไปอยู่กับเขาดีกว่า”

สำหรับไม้หนึ่ง เขามีวิธีมองชนชั้นแบ่งเป็น 2 ชนชั้นหลัก คือ ผู้กดขี่ กับ ผู้ถูกกดขี่ เท่านั้น และตีความสูตรแห่งชัยชนะในการต่อสู้ทางการเมืองเสียใหม่ จากเดิมที่กำหนดให้มี 1.องค์กรนำหรือพรรค 2.แนวร่วม 3.กองกำลังติดอาวุธ

“องค์ประกอบที่สำคัญที่จะนำพามาซึ่งชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยประกอบด้วย 1.พรรค หรือองค์กรนำ องค์กรนำตอนนี้ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แต่คือมหาประชาชนเสื้อแดง ยอมรับว่า เวที นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ถือเป็นองค์กรนำที่เป็นเอกภาพมากที่สุด แม้อาจมีวิวาทะทางความคิดกันบ้าง 2.แนวร่วมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งนี้คือ พรรคเพื่อไทย นักวิชาการ สื่อ ทหาร ข้าราชการชั้นผู้น้อยฝ่ายประชาธิปไตย หรือผู้สูญเสียผลประโยชน์จากระบบอำมาตย์ รวมถึงพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตยด้วย 3.กองกำลังติดอาวุธ ก็คือ กองกำลังติดอาวุธทางความคิด เผลอๆ คนเสื้อแดงอาจเปลี่ยนแปลงประเทศได้โดยไม่ต้องรบด้วยกองกำลังติดอาวุธทางความ คิด ตอนนี้มันมีพลานุภาพมากกว่าการที่คุณจะถือไรเฟิล”

มุม มองจากอดีตซ้ายหัวขบวน

ในวันเปิดตัวพรรคได้รับการตอบรับอย่างค่อนข้างอบอุ่น เปิดตัวด้วยปาฐกถาของ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม ซึ่งแม้อายุมากแล้วแต่ยังประกาศว่า “ยังสู้อยู่” รวมไปถึง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ที่วิเคราะห์สังคมอย่างเมามันพร้อมกับเรียกเสียงหัวเราะครืนเป็นระยะ ขณะที่แกนนำซ้ายสีแดงที่เป็นที่รู้จักส่วนใหญ่ ยังคงติดพันกับภารกิจคนเสื้อแดงโดยเฉพาะการเปิดโรงเรียนประชาธิปไตยต้านรัฐ ประหาร ที่จัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน กระนั้น เราก็พยายามสอบถามไปยังบางส่วนถึงการก่อตัวขึ้นของพรรคนี้


พ.อ.สมคิด ศรีสังคม


สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

หมอเหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) คนหนึ่งซึ่งรับรู้เรื่องราวของ ‘พรรคพวก’ ในการก่อตั้งพรรคแม้ไม่เห็นรายละเอียดมากนัก แต่ก็ให้ความเห็นว่า ทุกครั้งที่มีการตั้งพรรคการเมืองก็ถือเป็นทางเลือกให้ประชาชน จึงรู้สึกดีใจและยินดีต้อนรับ อย่างไรก็ตาม ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนพิจารณา เป็นดุลยพินิจของประชาชน ถ้าประชาชนต้อนรับกับนโยบาย แนวทางนั้นก็จะเติบโตได้ แต่หากไม่ก็จะฝ่อไป นอกจากนี้หมอเหวงยังเห็นว่าพรรคนี้อยู่บนกระแสประชาธิปไตย ไม่ใช่อำมาตยาธิปไตย ถึงถือเป็นประโยชน์ต่อคนเสื้อแดง เป็นพลังหนุนเสริมกันและกัน

“ตัวผมยังไม่พร้อมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด มีหลายคนแวะเวียนมาทาบทามอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็รู้ว่าผมไม่พร้อมจะลงสู่เส้นทางการเมือง เพราะภารกิจในการโค่นอำมาตย์นั้นใหญ่กว่า หากสังกัดพรรคอาจถูกมัดมือมัดเท้าด้วยกฎกติกาเยอะแยะ และทั้ง กกต. ปปช. ก็เป็นกลไกสำคัญของอำมาตย์ในตอนนี้”

“เท่าที่ฟังมา ทิศทางของพรรคเน้นไปทางรัฐสวัสดิการ ซึ่งผมอยากให้ทะลุไปสู่แก่นแท้ของหลักประกันของประชาชน ถ้าใช้รัฐสวัสดิการถึงวันนี้มันก็ยังมีข้อจำกัดเยอะอย่างที่เห็นในสแกนดิเน เวีย ก็ยังคิดหาคำไม่ออกว่าใช้คำไหนมันถึงจะครอบคลุมไปถึงความเท่าเทียมกันของ มนุษย์ในทุกด้าน ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา”

ขณะที่จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. อีกคนหนึ่ง ก็เห็นว่าการตั้งพรรคการเมืองเป็นสิทธิทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และนับเป็นความพยายามที่จะเสนอทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เหลืองแบบฟาสซิสม์ นาซี หรือไม่แดงแบบประชาธิปไตยนายทุน

เขากล่าวอีกว่า อุดมการณ์แบบพรรคสังคมประชาธิปไตย นับเป็นพรรคกลางๆ ระหว่างคอมนิวนิสต์กับฝ่ายขวา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19-20 ในเกือบทุกประเทศของยุโรป ประเทศไทยเองก็เคยก่อตั้งมา 2-3 ครั้ง แต่เป็นพรรคเล็กๆ และไม่ประสบความสำเร็จ การเกิดขึ้นครั้งนี้ก็หวังว่าจะเป็นที่สนใจของคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ที่คล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคก็มีอยู่มาก เนื่องจากมันในบ้านเราพรรคแนวนี้เติบโตยาก ดำเนินการเมืองทางสภาก็ยาก เวลาเลือกตั้งก็ต้องหาเงินกันเอง

“มันยังยาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นพวกปฏิบัตินิยม ไม่ใช่คนที่มีอุดมการณ์ลงหลักปักฐานหนักแน่น พรรคแบบนี้เหมาะกับสังคมที่มีอุดมการณ์จริงๆ”

จรัลยังออกตัวด้วยว่า เขาไม่เชื่อในแนวทางพรรคการเมือง แต่เชื่อในขบวนการทางสังคม ขบวนการทางการเมือง มากกว่า เนื่องจากประสบการณ์ความผิดหวัง ความล้มเหลวที่ผ่านมา ประกอบกับในช่วง 30-40 ปีมานี้ที่มีข้อสังเกตว่าพรรคการเมืองในโลกนี้ไม่ว่าแนวไหนเสื่อมลงเรื่อยๆ แต่ที่ยังอยู่ได้เพราะคนไม่รู้ว่า ถ้าไม่มีพรรคจะไปดำเนินการทางการเมืองได้ในทางไหน อย่างไรก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่มีพรรคการเมืองไม่ได้ ก็ต้องตั้งพรรคการเมือง

“เรื่องนี้พวกแกนนำเสื้อแดงก็อาจยังไม่รู้มากนัก แต่ผมเชื่อว่ามันจะช่วยหนุนเสริมกัน ต่างคนก็ต่างเคลื่อนไหว ถ้าอันไหนมีเป้าหมายร่วมก็มาร่วม อันไหนแตกต่างก็เป็นอิสระซึ่งกันและกัน ไม่มีปัญหา"

เหลือเวลาอีก 1 ปีเต็มสำหรับการหาสมาชิกพรรคให้ครบ 5,000 คน และที่ทำการพรรค 4 แห่งตามกฎหมายกำหนด รวมไปถึงร่างแผนยุทธศาสตร์ นโยบายที่น่าจะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคมวันแรงงานที่คนในพรรคหวังไว้ว่า จะทำการเคลื่อนไหวและเปิดรับสมาชิกให้กว้างขวางขึ้น เป็นบทพิสูจน์ว่า แนวทางเช่นนี้จะเป็นทางเลือกที่ผู้คนใน พ.ศ.2553 ยอมรับเพียงไร ความใฝ่ฝันดั้งเดิมจะปรากฏตัวในรูปแบบไหนในสถานการณ์ปัจจุบัน

รายงานจากลอนดอน: ทูตไทยจัดถกการเมือง ‘สุจิต บุญบงการ’ ชี้คนไทยเหลืองทั้งแผ่นดิน

สถานทูตไทยจัดเสวนา “สถานการณ์การเมืองไทย: ความเป็นมาและอนาคต” ที่ ม.ลอนดอน ทูตไทยยืนยันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง อัดสื่อนอกชอบนำเสนอแง่ลบ “สุจิต บุญบงการ” เชื่อคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนเสื้อเหลือง แม้มีบางกลุ่มไม่เห็นด้วย ชี้มาร์คพยายามเป็นทางเลือกที่สาม“ดังแคน แมคคาโก” ชี้เมืองไทย 5 ปีมานี้เกิดภาวะที่คิดว่าตัวถูกต้อง และภาวะแบ่งพวก แต่ยังเชื่อว่าจะมีทางออก

เมื่อ วันที่ 28 ม.ค.53 ที่ห้องประชุมบรูไน วิทยาลัยบูรพาและแอฟริกาศึกษา (School or Oriental and African Studies: SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน สถานทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรและสมาคมนักเรียนไทย SOAS ได้จัดเวทีเสวนา “สถานการณ์การเมืองไทย: ความเป็นมาและอนาคต” (Thai Political Situation: Wherefrom and Whereto?)
โดยมี นักวิชาการจากไทยและอังกฤษ 4 คน เป็นผู้อภิปราย ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทขององค์กรทางการเมืองต่างๆ ศ.ดร.ดังแคน แมคคาโก (Duncan McCargo) จากภาควิชารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยลีดส์ อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ศ.ดร.ปีเตอร์ ไรแลนด์ (Peter Leyland) จากมหาวิทยาลัยมหานครลอนดอน (London Metropolitan University) จะอภิปรายประเด็นรัฐธรรมนูญและองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ และ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อภิปรายเรื่องทางออกจากวิกฤติการเมือง
โดย เสวนาครั้งนี้มีนักศึกษาไทยจากทั่วอังกฤษ นักการทูตในกรุงลอนดอน นักวิชาการอังกฤษทางด้านเอเชียศึกษา และประชาชนไทยในอังกฤษรวมถึงพระภิกษุชาวไทย เข้าร่วมฟังราว 300 คน
สถาน ทูตสกัด “ใจ” ห้ามเข้าฟังเสวนา-แจกใบปลิว ส่วนบทความ “บวรศักดิ์” แจกได้
ก่อน เสวนา รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ถูกสถานทูตห้ามแจกใบปลิวที่ขึ้นหัวข้อว่า “สถานการณ์การเมืองไทยที่ว่าประชาธิปไตยและสิทธิ เสรีภาพได้ถูกทำลายไปภายใต้รัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะการนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาใช้ในการทำลายและปิดปากเสียงที่ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล”
โดยเจ้า หน้าที่สถานทูตพยายามไม่ให้ รศ.ใจแจกใบปลิวโดยการเรียก รปภ.ของมหาวิทยาลัยมาเชิญใจออก โดยใจประท้วงว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ ในขณะที่เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอนได้แจกเอกสาร “ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”: เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก” ที่เขียนโดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ ซึ่งเป็นเอกสารที่อธิบายว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของวัฒนธรรมไทย
สุด ท้าย “ใจ” เข้าฟังได้ เหตุองค์กรนักเขียนช่วยลงทะเบียนให้
นอกจาก นี้ทางสถานทูตไทยยังพยายามไม่ให้ใจเข้าเสวนา โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้ลงทะเบียน ในขณะที่มีนักศึกษาไทยจำนวนมากที่ไม่ได้ลงทะเบียนสามารถเข้าฟังเสวนาได้ แต่ท้ายสุดเขาก็สามารถเข้าฟังการเสวนาได้เนื่องจากสมาคมนักเขียนสากล หรือ International PEN ได้ลงทะเบียนให้เขาในนามสมาชิกองค์กร
สำหรับ ใบปลิวที่ รศ.ใจแจกนั้นมีเนื้อหาเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองในประเทศไทย และระบุว่า ปัจจุบันนี้การเรียกร้องประชาธิปไตยและการพูดความจริงกลายเป็นอาชญากรรม มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกระจายไปทั่วและการพยายามเซ็นเซอร์สื่อ อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้มีการพูดถึงระบบสองมาตรฐานในศาลที่ยุบพรรคการเมืองที่ได้คะแนน เสียงมากที่สุด มีการร่างรัฐธรรมนูญของทหารที่ให้ความชอบธรรมกับรัฐประหารและระบุว่าจะต้อง มีการเพิ่มงบประมาณทหาร ในการขณะที่ต้องจำกัดงบประมาณทางสังคม
ใบปลิว ยังเสนอว่า พวกที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา ดูถูกปัญญาของคนจนและต้องการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคอดีตที่มีแต่การซื้อขาย เสียงของพรรคการเมืองโดยไม่สนใจประชาชน ทางออกที่จะแก้ปัญหาสำหรับสังคมไทยคือต้องนำประชาธิปไตยกลับมา ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต้องตัดกำลังกองทัพ และนำผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาลงโทษ
ทูต ไทยยืนยันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง อัดสื่อนอกชอบนำเสนอแง่ลบ
นาย กิตติ วะสีนนท์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน กล่าวเปิดเสวนาว่าในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองไทยไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นเท่าไรเนื่องจากมีการรัฐ ประหารเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลถึงสามรัฐบาลในระยะเวลาไม่กี่ปี
ในความ ขัดแย้งนี้พระมหากษัตริย์ไทยได้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในห้วงความขัดแย้งแม้ว่า สถาบันกษัตริย์ไทยอยู่เหนือการเมือง การเสนอข่าวโดยสำนักข่าวต่างประเทศก็เป็นไปในแง่ลบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก เนื่องจากสำนักข่าวต่างๆ มักจะชอบรายงานข่าวที่เป็นไปในแง่ลบเป็นเรื่องธรรมดา ทูตประจำกรุงลอนดอนกล่าวด้วยว่าอย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษก็ยังชอบ ไปเที่ยวประเทศไทยเป็นปกติ ซึ่งอาจจะชี้วัดได้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเท่าไร
หลังจาก นั้นนายเดวิด บอล อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยและประธานสมาคมไทย-อังกฤษ ในฐานะผู้ดำเนินรายการได้กล่าวแนะนำผู้เสวนาโดยได้กล่าวว่าการเสวนาวันนี้ ตรงกับเหตุการณ์ที่สำคัญในประเทศอังกฤษ คือ วันที่อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษนายโทนี่ แบลร์ ถูกเชิญไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการตรวจสอบบทบาทประเทศอังกฤษในสงครามอิรัก แต่เราหวังว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะไม่เดินเข้ามาในห้องประชุมนี้ หลังจากนั้นนายเดวิดได้เริ่มเข้าสู่การเสวนาโดยแนะนำผู้อภิปรายทั้งสี่คน และหัวข้อที่แต่ละคนจะพูด
สุจิต ชี้เสื้อเหลืองเกิดขึ้นเพราะทักษิณคอรัปชั่น ไม่เคารพสถาบัน
โดยผู้อภิปรายคนแรกคือ ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เข้าสู่อำนาจซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับกระแสโลกาภิวัตน์ การเข้ามาสู่อำนาจของรัฐบาลทักษิณได้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ปัญหาคอรัปชั่น และการไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การเริ่มต้นของขบวนการเสื้อเหลืองโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล
หลังจาก นั้นได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2549 ซึ่งไม่สามารถทำลายทักษิณได้และทำให้สังคมไทยมีความแตกแยกกันเหมือนเดิม
อัด เสื้อแดงมีอดีต พคท.-ฝ่าย “สาธารณรัฐนิยม” เข้าร่วม
การเกิด ขึ้นของขบวนการเสื้อแดงเป็นการเกิดขึ้นของการต่อต้านค่านิยมทางการเมืองใน ประเทศที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 คือ ค่านิยมทางจารีตประเพณีและค่านิยมอนุรักษ์นิยม กล่าวคือการเชื่อเรื่องกรรมและบุญ และการไม่ชอบการเผชิญหน้า
ขบวนการ เสื้อแดงได้ดึงอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อดีตผู้นำนักศึกษา และ “นักสาธารณรัฐนิยม” เข้ามา ซึ่งขบวนการยังไม่มีความเป็นเอกภาพสักเท่าไร ประชาชนในชนบทต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา คนเสื้อแดงได้โจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และประณามรัฐบาลว่าอยู่ภายใต้การครอบงำของอำมาตย์ เพื่อที่จะต้องการที่จะทำลายชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยม (ศ.ดร.สุจิต ใช้คำว่า “conservative establishment”)
คน ไทยส่วนใหญ่สนับสนุนเสื้อเหลือง ชี้มาร์คพยายามเป็นทางเลือกที่สาม
ศ.ดร.สุจิต กล่าวต่อไปว่า แนวคิดอนุรักษ์นิยมยังมีบทบาทในประเทศไทย เนื่องจากแนวคิดอนุรักษ์นิยมสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าคนไทยนิยมประชาธิปไตยแต่ประชาธิปไตยที่ว่านี้ต้องสามารถไปได้กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเราสามารถพูดได้ว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนขบวนการเสื้อเหลือง แม้ว่าจะมีหลายผ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับขบวนการเสื้อเหลือง
สำหรับ ทางเลือกที่สาม แม้ว่าเราจะไม่มีผู้นำทางเลือกที่สามอย่างชัดเจน แต่พรรคประชาธิปัตย์พยายามทำตัวเป็นผู้นำของทางเลือกที่สามโดยที่มีนายก รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำ
“แม้ว่า นายกรัฐมนตรีจะถูกรายล้อมด้วยกลุ่มการเมืองเก่าๆ ทำให้เขาต้องประนีประนอม แต่ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กำลังทำได้ดีโดยนโยบายประชานิยม ซึ่งจะทำให้กลุ่มที่สนับสนุนทักษิณอ่อนแอลงได้” ศ.ดร.สุจิต กล่าว
ศ.ดร.สุจิต กล่าวต่อไปว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปก็จะเป็นความขัดแย้ง ระหว่างชนชั้นนำกับชนชั้นล่าง ประชาชนในเมืองกับชนบท และคนรวยกับคนจน
ชี้ ทหารมีบทเรียนแล้วจากการทำรัฐประหาร ทำอีกจะเกิดแรงต้านทั้งในและนอกประเทศ
ส่วน บทบาทของทหาร ทหารก็อาจจะทำรัฐประหารอีกครั้งถ้าสถานการณ์การเมืองเลวร้ายลงกว่านี้ ถ้าในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาได้ตัดสินยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และถ้ากลุ่มเสื้อแดงชุมนุมจนทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม ทหารก็อาจจะเข้ามามีบทบาทได้อีกครั้ง แต่ส่วนตัวของตนคิดว่าการทำรัฐประหารกับรัฐบาลประชาธิปไตยอาจจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทหารได้มีบทเรียนแล้วว่า การทำรัฐประหารไม่ง่ายเหมือนการปกครองประเทศ และถ้ามีการรัฐประหารอีกจะมีแรงต่อต้านจากทั้งในและนอกประเทศ
ยืน ยันพระมหากษัตริย์ทรงไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ศ.ดร.สุจิต กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า พระมหากษัตริย์ทรงพยายามอย่างยิ่ง เพื่อจะไม่กระทำใดๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พระองค์ไม่ได้เข้ามามีบทบาทหลังจากการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ต่อต้านอดีตนายก ทักษิณและการยึดสนามบิน ศ.ดร.สุจิต กล่าวด้วยว่า การเมืองไทยมีความแตกต่างจากการเมืองอังกฤษเนื่องจากการเมืองของอังกฤษมี รัฐบาลที่มีความมั่นคง ดังนั้นสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษก็ไม่ถูกกดดันให้ทรงทำสิ่งใดเหมือนสถาบันพระ กษัตริย์ในประเทศไทย ซึ่งในไทยพระมหากษัตริย์ต้องคิดอย่างหนักว่าจะทำอะไรหรือไม่ ซึ่งในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ในปี 2549 แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทาน แต่ในหลวงก็ไม่เข้ามามีบทบาท
ศาล ตัดสินเป็นธรรม ทำให้ขบวนการหนุนทักษิณอ่อนลง เชื่อ “พลังเงียบ” คือทางออก
ศ.ดร.สุจิต กล่าวถึงสถาบันศาลว่า เราสามารถพูดได้ว่าการตัดสินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีที่ดินรัชดาหรือกรณีอดีตนายก รัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เราพูดได้ว่าเป็นการตัดสินที่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ และทำให้ขบวนการสนับสนุนทักษิณอ่อนแอลง
ในช่วง สรุป ศ.ดร.สุจิต กล่าวว่า เราจะเห็นว่าในอดีตในช่วงวิกฤติการเมืองทหารเข้ามายุ่งกับการเมือง แต่ทหารก็ไม่สามารถปฏิรูปประเทศไทยได้ การรัฐประหาเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากมันไม่ใช่ทางออก ดังนั้นการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นหน้าที่ของประชาชน ในระยะยาวเราต้องแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ ปัญหาคอรัปชั่น ทำให้สถาบันการเมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้น และที่สำคัญภาคประชาสังคมมีบทบาทอย่างมากในการทำให้ประชาธิปไตยแข็งแรง ประชาธิปไตยไม่สามารถเข้มแข็งได้ถ้าภาคประชาสังคมอ่อนแอ และพลังเงียบจะเป็นทางออกเนื่องจากพวกเขาเป็นคนที่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้ จริง
ดัง แคน ชี้ปัญหาการเมืองไทยคือเน้นปฏิบัติเกิน
ศ.ดร.ดัง แคน แมคคาร์โก เริ่มต้นอภิปรายว่า ตอนเช้าวันนี้ตอนที่เขานั่งรถไฟมาจากลีดส์เพื่อที่เข้ามางานเสวนาครั้งนี้ทำ ให้เขากลับมาคิดถึงช่วงแรกที่เริ่มสนใจการเมืองไทย ซึ่ง SOAS เป็นที่แรกที่ทำให้สนใจการเมืองไทย (หมายเหตุ: ดร.ดังแคนจบการศึกษาปริญญาโทและเอกที่ SOAS) และกล่าวต่อไปว่า “ผมพยายามจะทำความเข้าใจกับบทบาทของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในการเมืองไทยในช่วงแรกที่ผมเริ่มทำวิจัย และกลับมาในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน พล.ต.จำลองก็กลับมามีบทบาทอีกแล้ว เราเริ่มเข้าสู่วิกฤติการเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งผมคิดว่าปัญหาของการเมืองไทย คือ การเมืองไทยเน้นการปฏิบัติมากเกินไป (ดังแคน ใช้คำว่า excessive pragmatism)”
ดังแคน กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 13 คน มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ รัฐประหาร 2 ครั้ง และการเลือกตั้งเยอะมากจนนับไม่ถ้วน ผมอยากถามว่าทำไมคนไทยถึงปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ง่ายจริงๆ และเปลี่ยนความเชื่อมั่นกับนักการเมืองได้ง่ายมาก
เมือง ไทย 5 ปีมานี้เกิดภาวะที่คิดว่าตัวถูกต้อง และภาวะแบ่งพวก
แต่ใน ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่าสภาวะขาดแคลนปฏิบัตินิยม (insufficient pragmatism) หรือสภาวะที่คิดว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง (dogmatism) ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างในประเทศไทยมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก พ่อแม่คุยกันไม่ได้ เพื่อนที่ทำงานคุยกันไม่ได้ เพื่อนเก่าจากมหาวิทยาลัยที่เคยคุยกันได้ทุกเรื่องก็ไม่กล้าคุยกัน นิสัยของคนไทยที่ว่า “ไม่เป็นไร” มันหายไปแล้ว ทุกคนมีฝักฝ่ายหมด ไม่ฝ่ายหนึ่งก็ฝ่ายนั้น ฝ่ายเครือข่ายกษัตริย์ (หมายเหตุ: ศ.ดร.ดังแคนใช้คำว่า Network monarchy โดยใช้ครั้งแรกในบทความของเขาที่มีชื่อว่า “Network monarchy and legitimacy crisis in Thailand” ลงวารสาร The Pacific Review ในเดือนธันวาคมปี 2548 ซึ่งวิจารณ์ว่าความขัดแย้งทางการเมืองภายใต้รัฐบาลทักษิณในช่วงนั้นเกิดจาก การพยายามสร้างพื้นที่ของเครือข่ายทักษิณจากเครือข่ายกษัตริย์ ซึ่งฝ่ายหลังมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้ที่มีบทบาทมาก) ฝ่ายพันธมิตรฯ ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ ฝ่ายเสื้อแดง โดยมีพื้นที่ระหว่างกันน้อยมาก ซึ่งเดี๋ยวนี้เวลาเขาเขียนบทความวิชาการ คนก็จะวิจารณ์เขาว่าผมถูกใครซื้อให้เขียนบทความนั้น
ปัญหา ภาคใต้เกิดจากปัญหาการเมือง
“มา ประเด็นเรื่องสถานการณ์ในภาคใต้ ผมได้ไปอยู่ภาคใต้มาประมาณหนึ่งปีเพื่อพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ความขัด แย้งและความรุนแรง ผมได้มีข้อสรุปที่ชัดเจนและที่หลายๆ คนเห็นด้วยแต่ไม่กล้าเสนอในที่สาธารณะก็คือ ผมเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคใต้เกิดจากปัญหาทางการเมือง โดยไม่ใช่ปัญหาทางสังคม-เศรษฐกิจ ไม่ใช่ปัญหาการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ปัญหาการก่อการร้ายสากล ปัญหาภาคใต้เกิดขึ้นจากเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ สิทธิเสียงประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีสิทธิหรือเสียงอะไรเลย เนื่องจากพวกเขามีผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกส่งไปจากส่วนกลางและไม่มี พื้นที่อะไรมาก ประเทศไทยมีปัญหาคือมีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางมาก” ศ.ดร.ดังแคน กล่าว
ดังแคน กล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้นำทหารหรือตำรวจพวกเขาบอกว่า “อาจารย์ อาจารย์เข้าใจถูกแล้ว” และว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เราต้องมีการปฏิรูประบบการเมืองไทย คนที่อยู่ภาคใต้ก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน
เชื่อ สังคมไทยยังมีทางออก
ความ ยุ่งยากมีความเกี่ยวโยงกับปัญหาการแบ่งแยกฝ่าย ถ้าคนที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดงอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เสนออย่างหนึ่ง คนอย่าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่เห็นด้วย ปัญหาที่คนในประเทศไม่สามารถคุยกันได้ยังเป็นปัญหาหลัก แต่อย่างไรก็ตามดังแคนยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยและสังคมไทยยังมีทางออกและ สามารถเปลี่ยนแปลงได้

"ทักษิณ"รู้แล้ว"เฉลิม-หน่อย"เปิดศึก เชื่อไม่ทำพท.แตก ดีจะได้เคลียร์กัน เด็กคุณหญิงโต้ไม่มีแผนผ่ากทม.

"เหลิม"ถาม"สุดารัตน์"เป็นใคร ปัดเคลียร์ใจ เดินหน้าปรับโครงสร้างกทม.แบ่งฝั่งธนบุรี-พระนคร ล้างขั้ว"หน่อย" เด็ก"เจ๊"ออกโรงแทน ซัดกลับ"เฉลิม" ปากโป้งเอาความในมาปูด ยันพท.ไม่มีแผนผ่ากทม.

"แม้ว"รู้แล้ว"เฉลิม-หน่อย"เปิด ศึก

พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนสนิทเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ยอมรับ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯทราบเหตุวิวาทะระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แล้ว แต่เบื้องต้นเชื่อว่า จะไม่นำไปสู่ปัญหาความแตกแยกภายในพรรคเพื่อไทย และยังมองในแง่ดีว่า บางทีการที่ทั้งสองฝ่าย ออกมาเปิดศึกกันตรง ๆ ในครั้งนี้ ก็ถือว่าน่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะปัญหาเรื่องการแบ่งพื้นที่ดูแล ส.ส.ใน กทม. ระหว่างทั้งสองคนนั้น ก็ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง จนเกิดความบาดหมางเรื้อรัง จนทำให้ทั้งสองฝ่ายต่าง ทะเลาะเบาะแว้งกันมานานมากแล้ว เพียงแต่ไม่ได้พูดกันตรง ๆ เพราะฉะนั้นในเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ก็คงจะได้มีการพูดจาหารือระหว่างกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเคลียร์ปัญหาให้จบ ลงซะที


ส่วนปัญหาในเรื่องนี้ จะส่งผลต่อศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่กำลังจะมีขึ้น โดยเฉพาะการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ที่ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหนึ่งในแคนดิเดต เพราะอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ฝ่าย คุณหญิงสุดารัตน์หรือไม่นั้น พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า คงไม่น่าจะมีปัญหาเพราะอย่างไรก่อนที่จะมีการตัดสินใจยื่นอภิปรายไม่ไว้วาง ใจ ทางพรรคเพื่อไทย จะต้องเคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้ลงตัวทั้งหมด ก่อนที่จะตัดสินใจเสนอชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด อยู่แล้ว


สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องถึงกับลงมาเคลียร์ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยตนเอง หรือไม่นั้น พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบแต่เชื่อว่าภายในพรรคน่าแก้ปัญหากันเองได้

"วิทยา"ให้"หน่อย-เฉลิม"คุยกันเอง


นายวิทยา บุรณศิริ ประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วม (วิป) ฝ่ายค้าน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อ ไทย (พท.) กล่าวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ถึงความขัดแย้งระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พท. ในฐานะหัวหน้าทีมอภิปราย กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำบ้านเลขที่ 111 ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ไม่ได้ทำหน้าที่ในสภา แต่เป็นที่ปรึกษาคงไม่มีอะไร แต่บางเรื่องทั้ง 2 คนอาจจะต้องคุยกัน ร.ต.อ.เฉลิมอาจจะพูดเสียงดังไปหน่อยมากกว่า ยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องการอภิปราย และไม่กระทบกับการทำงานของพรรคอย่างแน่นอน


ผู้สื่อข่าวถามว่า พท.เตรียมรายชื่อคนที่จะเสนอเป็นนายกฯคนใหม่ในการยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไม่ วางใจรัฐบาลหรือยัง นายวิทยากล่าวว่า เสนอคนเป็นนายกฯต้องเป็นบุคคลในพรรคอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่ามีขบวนการสกัดกั้นไม่ให้เสนอชื่อตัวเองเป็นนายกฯ นายวิทยากล่าวว่า "ไม่อย่างนั้นหรอก ท่านอาจจะคิดไปเองมากกว่า ไม่มีอะไร"


ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พท.จะเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นนายกรัฐมนตรีแน่ๆ ใช่หรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ต้องรอหลังพรรคตกผลึกเรื่องประเด็นในการอภิปรายแล้ว ถ้าจบตรงนั้น เราจะกำหนดตัวบุคคลทันที เมื่อถามว่า การเกิดปัญหาความขัดแย้งในทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจของ พท.จะทำให้ข้อมูลไม่แน่นพอหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลย เพราะประเด็นสำคัญที่สุดคือสาระสำคัญของการอภิปราย และสาระสำคัญของคนที่จะอภิปราย ไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล เมื่อถามว่า ใครจะเป็นกาวใจให้ ร.ต.อ.เฉลิมกับคุณหญิงสุดารัตน์ได้ นายวิทยากล่าวว่า "ท่านเป็นกาวของท่านเองได้อยู่แล้ว" เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่าทนมานานแล้วก็เลยต้องออกมาระบายความในใจ นายวิทยากล่าวว่า "ก็ดี บางอย่างอาจจะเครียดต้องระบาย ช่วงนี้เครียดเยอะ"


ปธ.ภาคกทม.เมินแบ่งกทม.3ส่วน


ด้านนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประงานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย และคนสนิทคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวกล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิมเสนอให้พรรคแบ่งเขตความรับผิดชอบการเลือกตั้ง ส.ส.ใน กทม.ออกเป็น 3 เขตใหญ่คือ เหนือ ใต้และฝั่งธนบุรีว่า ในฐานะที่เป็นประธานภาค กทม.เห็นว่าไม่ควรนำเรื่องการแบ่งภาค กทม.ออกเป็น 3 ส่วน ไปพูดข้างนอกพรรค แต่ควรหารือภายในเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบโครงสร้างของพรรค


"เรื่องนี้เป็นเพียงแนวคิดของ ร.ต.อ.เฉลิมคนเดียว เพราะยังไม่ผ่านการพิจารณาของภาค กทม. และที่ประชุม ส.ส.ของพรรค จึงยังไม่สมควรที่จะนำไปพูดกับสื่อมวลชน พรรคเพื่อไทยมีระบบอยู่ซึ่งคนที่อยู่ในพรรคต้องเคารพมติของพรรค ผมเป็นประธานภาคมีอะไรก็ต้องคุยกันก่อนที่จะนำเสนอ วันนี้ภาค กทม.ทำงานกันได้เป็นอย่างดี ถ้าจะให้ภาค กทม.เปลี่ยนแปลงก็ต้องหารือกัน" นายวิชาญกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า มองนัยยะการเคลื่อนไหวของ ร.ต.อ.เฉลิมอย่างไร นายวิชาญกล่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิมอาจจะมีแนวคิดว่าเขตเลือกตั้ง กทม.ใหญ่เกินไป และ ร.ต.อ.เฉลิมอาจจะต้องการมีส่วนร่วม แต่ ร.ต.อ.เฉลิมก็เป็นคนหนึ่งในภาค กทม.มีอะไรน่าจะเสนอในภาคก่อน


ด้านนายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กรุงเทพฯ กล่าวว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูดและเห็นควรให้ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นผู้นำกิจกรรมในสภาซึ่งพรรคเพื่อไทยก็มีมติออกมาแล้ว ดังนั้น ทุกคนควรที่จะเคารพ ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่าคุณหญิงสุดารัตน์เข้ามาแทรกแซงการทำงานของภาค กทม.นั้นไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็น แต่หากเป็นจริงถือว่าไม่สมควร


แกนนำอีสานเคลียร์"เฉลิม"แล้ว


ด้านนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่าได้ร่วมมือกับคุณหญิงสุดารัตน์ ตั้งกลุ่มการเมืองขึ้นมาต่อต้าน ร.ต.อ.เฉลิมว่า เป็นเรื่องเก่า โทรศัพท์ไปคุยทำความเข้าใจกับ ร.ต.อ.เฉลิม แล้วพร้อมชี้แจงว่า ร.ต.อ.เฉลิมเข้าใจผิดในเรื่องที่ตนไปอยู่กับคุณหญิงสุดารัตน์ เพราะนั่นเป็นข้อมูลตั้งแต่ยังอยู่พรรคพลังประชาชน เนื่องจากช่วงนั้นกลุ่มเพื่อนเนวินที่นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยมีอำนาจมาก มีอิทธิพลกับพรรคมาก พวกตนกลุ่มอีสานพัฒนาจึงทำหนังสือถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าต้องการขึ้นตรงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่อยากอยู่กลุ่มเพื่อนเนวิน พ.ต.ท.ทักษิณจึงเอาพวกตนไปฝากไว้กับคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ตอนนี้พวกเรามาอยู่พรรคเพื่อไทย ที่ไม่มีกลุ่มเพื่อนเนวินอยู่แล้ว การเป็นกลุ่มเป็นก๊วนการเมืองจึงไม่มี และเหลือแต่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่า ร.ต.อ.เฉลิมกับคุณหญิงสุดารัตน์มีความขัดแย้งกันจากสาเหตุอะไร นายพรศักดิ์กล่าวว่า "ผมไม่ทราบว่าเรื่องอะไร แต่ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแน่นอน วันนี้ทั้งสองคนไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกันแล้ว เพราะ นาย (พ.ต.ท.ทักษิณ) รักทั้งสองคนอยู่แล้ว"


"เฉลิม"บอกจบแล้ว โวเป็นดาวฤกษ์ ปัดเคลียร์ใจ"สุดารัตน์"


เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ห้องทำงานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย ว่า เรื่องนี้ได้จบลงในพรรคแล้วและจะไม่ขอพูดเรื่องนี้อีก เมื่อที่ประชุมพรรค เห็นด้วยให้ตนทำหน้าที่ประธาน ส.ส.และเป็นหัวหน้าทีมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็พร้อมจะทำหน้าที่ แค่นี้ทุกอย่างก็จบ


"ผมมันเป็นดาวฤกษ์มี แสงในตัวเองแต่อาจไม่มาก ไม่เหมือนกับบางคนที่ทำตัวเป็นดาวเคราะห์ที่คอยต้องพึ่งแสงสว่างจากดาวอื่น เรื่องนี้จบแล้ว จะไม่มีการพูดกันอีก"ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว


ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ส่วนตัวได้มีการเสนอให้พรรคเพื่อไทยมีการจัดการบริหารเขตพื้นที่กทม.ใหม่โดย ไม่อยากให้มีใครคุมอำนาจเพียงคนเดียวเพราะกทม.ใหญ่เกินกว่าที่คนคนเดียวจะ ดูแลได้ จึงเสนอให้แบ่งคนดูแลทั้งในฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร ถ้าพรรคจะเห็นด้วยว่าอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่พรรคจะมีความเห็นอย่างไร


ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่เสนอแบบนี้เพราะตนไม่ต้องการให้มีการแบ่งกลุ่มแบ่งก๊วนกันเกิดขึ้นในพรรค เพราะถ้าใครอยากจะสมัครเป็น ส.ส.ก็ควรให้ที่ประชุมผู้บริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอำนาจของคนคนเดียว อย่างเช่น ถ้าตนเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ กทม.ฝั่งธนบุรีการคัดเลือกผู้สมัครในส่วนนี้ตนก็ต้องเสนอให้ที่ประชุม พิจารณา ไม่ใช่ใช้อำนาจตัดสินใจคนเดียว


เมื่อถามว่า แล้วมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องต่อสายคุยกับคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ใคร สุดารัตน์ไหน เป็นใครต้องไปต่อสาย ไปคุยไม่ได้เดี๋ยวติดคุก เพราะบ้านเลขที่ 111 เล่นการเมืองไม่ได้ สื่อถามอย่างนี้ เดี๋ยวหาว่ารู้กันกับผม ไปพูดอย่างนี้ คุณหญิงสุดารัตน์เขาจะเสียหาย""


"สุเทพ"ตีหน้าไม่สบายใจ2บิ๊กทะเลาะ


นายสุเทพกล่าวถึงความขัดแย้งกันระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิมกับคุณหญิงสุดารัตน์ ว่า ได้ยินแล้วก็ไม่สบายใจ ที่เห็นเขาทะเลาะกัน เพราะอยากเห็นพรรคการเมืองทุกพรรคเป็นปึกแผ่น แล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ เมื่อถามว่า อาจจะสบายใจเพราะมีผลกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุเทพกล่าวว่า เขาก็คงทำหน้าที่กันได้ และจะเอาใจช่วย เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมวิเคราะห์ว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้พรรคเพื่อไทยยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อนไปต่อรองยึดกระทรวงหลักๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล นายสุเทพกล่าวว่า ตนรู้จัก ร.ต.อ.เฉลิมมานาน และเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อถือ ร.ต.อ.เฉลิม


ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิมกับคุณหญิงสุดารัตน์ว่า ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นการสร้างละครกันแน่ แต่เหตุการณ์เหมือนกับไก่ตรุษจีนในเข่งที่จิกกันเอง เป็นการรอเถ้าแก่เอาไปเชือดไหว้เจ้าตรุษจีน หรือจะขุนเพื่อเลี้ยงต่อ ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิมทำงานให้พรรคเพื่อไทยตลอด จึงน่าจะได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำได้ ถ้าหากว่ายังไม่เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะการได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล ตามมาตรา 158 ซึ่งเป็นนายกฯสมมุติ แต่ถ้ายังไม่ได้รับการเสนอชื่อ ก็อย่าฝันว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง 6 เดือน เพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา

"แดง"ดาวกระจายต้านปฏิวัติ อ่างทองเผาหุ่น"มาร์ค-อภิชาติ-เจิมศักดิ์" สระแก้วรีบสลายโดนครอบครัวทหารกั้น

เสื้อแดงทั่วประเทศดาวกระจายยื่นหนังสือต้านปฏิวัติ เดินสายอ่านแถลงการณ์ต้านรัฐประหารหน้ากรมทหารทั่วประเทศ

แดงอ่างทองเผาหุ่น"มาร์ค-อภิชาติ-เจิมศักดิ์" อ้างทำจังหวัดเสียชื่อ


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือแดงทั้งแผ่นดิน ได้รวมตัวกันประมาณ 50 คนหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง โดยมีการกล่าวปราศรัยโจมตีการทำงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ้างว่านายอภิชาตและนายเจิมศักดิ์เป็นชาวอ่างทอง แต่สร้างพฤติกรรมทำให้ชาวอ่างทองเสื่อมเสีย จากนั้นได้อ่านแถลงการณ์"ผูกมิตรทหารกล้า ต่อต้านขี่ข้าอำมาตย์" และยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่จังหวัดไปถึงนายอภิสิทธิ์ และผ่านตัวแทน กกต.อ่างทองไปยังนายอภิชาต ก่อนจะเผาหุ่นบุคคลทั้งสามเพื่อประณาม

แดง สระแก้วรีบสลายตัว ถูกลูกเมียทหารต้านอ่านแถลงการณ์


กลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือเสื้อแดงสระแก้ว นำโดย นางมณีรัตน์ โกธัน และนายปัญญา ชาติปัญญาวุฒิ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน จังหวัดสระแก้ว นำกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดสระแก้วจาก 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภออรัญประเทศ อำเภอวัฒนานคร และอำเภอคลองหาด จำนวน 80 คน มารวมตัวหน้าทางเข้ากรมทหารราบที่ 12 รอ. ค่ายพรหมโยธี พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ต่อต้านทหารไม่ให้ทำรัฐประหาร


อย่าง ไรก็ตาม มีกลุ่มแคดดี้สนามกลอฟ์ภายในกรมทหาร พร้อมทั้งภรรยาและครอบครัวของทหารในค่ายสวมเสื้อสีฟ้า ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ปิดกั้นทางเข้า ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้รวบรัดอ่านแถลงการณ์ และรีบพากันสลายตัว โดยใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 30 นาทีเท่านั้น

"พระ"ร่วมม็อบเสื้อแดงกรุงเก่าดาวกระจายยื่นแถลงต้าน ปฏิวัติ


เมื่อ เวลา 11.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดง จ.พระนครศรีอยุธยา ประมาณ 100 คน เดินทางไปยังโรงงานซ่อมยาง กองโรงงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพวุธ กรมสรรพวุธทหารบก และหมวด สห.ที่ 24 ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่ออ่านแถลงการณ์และยื่นจดหมายเปิดผนึกกับ พ.อ.เฉลิมชัย ชอบธรรม หัวหน้าโรงงานซ่อมยาง กรมสรรพาวุธทหารบก เพื่อส่งมอบให้กับผู้บัญชาการทหารบกต่อไป


อย่าง ไรก็ตาม ระหว่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมายังโรงงานซ่อมยาง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยมาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะเกรงมือที่ 3 จะสร้างความวุ่นวาย ทั้งนี้พบว่าในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ มีพระสงฆ์จากวัดแห่งหนึ่ง และนายจำนง ศิริจรรยา อายุ 54 ปี ชาวกรุงเก่าที่บาดเจ็บจากการรวมพลที่เขายายเที่ยง เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

พะเยามอบแถลงการณ์ต้านปฏิวัติรัฐประหารให้ทหาร

เมื่อเวลา 10.30 น. ได้มีกลุ่มเสื้อแดงพะเยาจำนวน 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มแดงพะเยา กลุ่มพะเยาเพื่อประชาธิปไตย สภาแดงล้านนาพะเยา พะเยา 51 และ พะเยาอาร์มี รวมกำลังกว่า 300 คน ได้รวมตัวกันที่หน้าประตูทางเข้าค่ายขุนเจืองธรรมิกราช ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา ทำกิจกรรมประกาศแถลงการณ์ต่อต้านการปฏิวัติ-รัฐประหาร พร้อมทั้งตัวแทนคนเสื้อแดงมอบแถลงการณ์แก่ทหารด้วย


ทั้งนี้ กลุ่มเสื้อแดงได้ยื่นหนังสือแถลงการณ์ให้ พล.ต.ประตินันท์ สายหัสดี ผบ.จทบ.พะเยา ผ่าน พ.ท.โภคา จอกลอย นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน จทบ.พะเยา ก่อนจะสลายตัวไปในเวลาประมาณ 12.00 น.


เสื้อแดงระยอง มอบกุหลาบให้ทหารฝึกคอบร้าโกลด์


เมื่อเวลา 10.00 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เสื้อแดงจำนวนกว่า 100 คน นำโดยนายระพินทร์ พรานนท์สถิตย์ ประธานชมรมแดงระยอง 52 ถือป้ายต่อต้านเผด็จการรัฐประหารเดินทางมามอบดอกกุหลาบสีแดงแก่ เรือเอกภานุรัตน์ อุ่นญาติ รักษาการแทน น.ท.เรวัตร พันธุ์เวียง ผบ.พัน ร. 7 ค่ายมหาสุรสิงหนาท ซึ่งอยู่ระหว่างการฝึกซ้อมร่วมคอบร้าโกลด์ บริเวณหน้ากองพันทหารราบนาวิกโยธิน ค่ายมหาสุรสิงหนาท พัน ร. 7 นย. ต.ตะพง อ.เมืองระยอง


นางดวงพร สามัญ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์แดงระยอง ได้อ่านคำแถลงการณ์ ว่าวันนี้คนเสื้อแดงจะชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธบริเวณหน้าค่ายทหารทั่วประเทศพร้อมกันเพื่อประกาศเจตนารมณ์ความ เป็นมิตรกับทหาร พร้อมประกาศต่อต้านทหารบางคนที่ใช้อำนาจเผด็จการ

ตรังบุกค่ายทหาร อ่านแถลงการณ์รัฐประหาร


เมื่อเวลา 10.00 น.นายรัตน์ ภู่กลาง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ภาคใต้ พร้อมด้วยนายสมาน ลิปปพัทธ์ อดีต ส.อบจ.ตรัง และกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดตรังกว่า 30 คน เดินทางไปยังหน้าค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ ต.ลำภูรา อ.ห้วยยอด เพื่อนำแถลงการณ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดินเพื่อป้องปรามการรัฐประหาร


นายสมาน ได้อ่านคำแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า คนเสื้อแดงจะชุมชนกันอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ บริเวณค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ เพื่อประกาศเจตนารมณ์เป็นมิตรกับทหารที่แท้จริง ผู้ศรัทธาในระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมประกาศต่อต้านทหารบางคนพวกที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพ แต่นิยมอำนาจเผด็จการ คอยฉะฉวยโอกาสใช้กำลังพล รวมทั้งอาวุธยุทธโธปกรณ์ยึดกุมอำนาจการปกครองประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ

แกนนำ แดงจันทบุรีประกาศเป็น"เสธ.ดำ"ควงคู่"เสธ.แดง"


เมื่อเวลา 09.30 น.กลุ่มเสื้อแดงจันทบุรี จำนวนประมาณ ๕๐๐ คน นำโดย พล.ต.ต.พยุง ตรงสวัสดิ์ ประธานแกนนำกลุ่มจันทร์แดงจันทบุรี อดีตส.ส.จันทบุรีพรรคพลังประชาชน นายชินวัตร หาบุญพาด ประธานชมรมแท๊กซี่เสื้อแดงกรุงเทพฯ และ พล.เรือเอุทาร รัตนรักษ์ อดีตนายทหารสังกัดนาวิกโยธิน จันทบุรี ชุมนุมหน้าค่ายตากสิน (ทหารพันร.๒ ผส.นย.) นอกจากนี้กลุ่มคนเสื้อแดงนำป้ายผ้าโจมตีเผด็จการและต่อต้านรัฐประหารติดที่ รั้วศาลจันทบุรี ด้านนอกซึ่งอยู่ตรงข้างกับค่ายตากสิน ต่อมามีเจ้าหน้าประจำศาลจังหวัดจันทบุรี เจรจาขอให้ปลดป้ายผ้าดังกล่าวออกจากริมรั้วของศาลจันทบุรี


พลเรือตรีอุทาร กล่าวถึงการปฏิวิตที่ผ่านมา ว่า ทหารเรือและนาวิกโยธิน ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่อะไร และคิดว่าทหารเรือนาวิกโยธิน คงไม่ร่วมการปฏิวัติครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีปฏิวัติจริง จะเป็นเสธ.ดำ เดินคู่กับพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกร่วมกัน

ราชบุรี ยื่นหนังสือต้านปฏิวัติทำรถติด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 ก.พ. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ภาคตะวันตกว่า 100 คน ได้รวมตัวกันที่บริเวณหน้าเขาแก่นจันทน์ ตำบลดอนตะโก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ก่อนจะเดินทางด้วยรถยนต์ไปยังสโมสรนายทหารชั้นประทวน ค่ายภาณุรังสี กรมการทหารช่างราชบุรี เพื่ออ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารของเหล่ากองทัพ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวยื่นหนังสือถึงเจ้ากรมการทหารช่าง หน้าค่ายภาณุรังสี ได้มีผู้ขับรถบางกลุ่มได้บีบแตรรถเสียงดังตลอดเส้นทางถนนสายเข้าเมือง ราชบุรี เนื่องจากไม่พอใจที่ทำให้รถติดขัด

ลพบุรีเดินสายอ่านแถลงการณ์ต้านรัฐประหาร

เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ นายตำรวจนอกราชการนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง จังหวัดลพบุรี รวมตัวบริเวณด้านหลังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ก่อนเคลื่อนขบวนไปตามหน่ายทหาร หน่วยหลักๆ ที่มีกำลังรบสำคัญของกองทัพบก ประกอบด้วย หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, มณฑลทหารบกที่ 13, กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ และทหารอากาศกองบิน 2


นอกจากนั้น กลุ่มคนเสื้อแดง ได้อ่านแถลงการณ์ เพื่อขอให้ทหารยืนอยู่เคียงข้างประชาชน และขอให้ทหารกล้าทั้งหลาย ปฏิเสธการทำรัฐประหาร และช่วยกันปกป้องประชาธิปไตยอย่างสุดชีวิต ซึ่งทางหน่วยทหารไม่ได้มีการเสริมกำลังมากมายเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างได้ ซึ่งทุกหน่วยได้มอบหมายให้นายทหารเวร ชั้นผู้ใหญ่ของหน่วย ออกมาฟังแถลงการณ์ และรับหนังสือจากแกนำ โดยบรรยากาศในแต่ละจุดก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โคราชดาวกระจาย ไปชุมนุมหน้าค่ายกองทัพภาค2


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดนครราชสีมาจากอำเภอต่างๆ กว่า 300 คน นำโดยนายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ แกนนำกลุ่มคนแดงโคราช นายอนุวัฒน์ ทินราช และนายสมโภชน์ ปราสาทไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทยจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อทำการสักการะท้าวสุรนารี ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกว่า 100 นาย


จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดง เดินเท้าไปตามถนนรอบเขตเทศบาลนครนครราชสีมา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนชาวโคราชออกมาร่วมเคลื่อนไหวไม่ให้มีการปฏิวัติ เกิดขึ้น ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปยังหน้าค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่ออ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ทหารกองทัพภาคที่ 2 ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำการปฏิวัติ และขอให้ทหารกองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมสนับสนุนกับกลุ่มคนเสื้อแดง ตามแผน “ผู้มิตรทหารกล้า ต่อต้านขี้ข้าอำมาตย์” ที่กลุ่มคนเสื้อแดงทำการดาวกระจายไปยังค่ายทหารทั่วประเทศ


นายเขื่อนเพชร กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวกดดันหรือต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร แต่เป็นการเรียกร้องให้ทหารปฏิบัติตนตามหน้าที่รั้วของชาติ ที่ผ่านมาทางกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าใจว่าทหารเป็นผู้มีระเบียบวินัย และต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่กลุ่มคนเสื้อแดงเชื่อมันว่า ขณะนี้มีคนกำลังคิดทำการปฏิวัติรัฐประหาร จึงเรียกร้องว่าที่ผ่านมาประเทศชาติได้รับความเสียหายมามากแล้วจากการ ปฏิวัติรัฐประหาร และหากยังมีการปฏิวัติขึ้นอีก จะทำให้ประเทศชาติเสื่อมถอยลงอีกและประชาชนทั้งประเทศจะเป็นผู้เดือดร้อน ดังนั้น ทหารควรร่วมมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อช่วยกันปกป้องประเทศชาติเพื่อให้รอด พ้นวิกฤติในครั้งนี้ให้ได้ ดังนั้นขอย้ำว่ากิจกรรมวันนี้คนเสื้อแดงไม่ได้มีเจตนาที่จะมาโจมตีทหาร แต่เรามาเรียกร้องให้ทหารที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยออกมายืนอยู่เคียงข้าง ประชาชนเท่านั้นเอง

จ.นครพนมบุกค่ายทหาร แสดงพลังต้านรัฐประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครพนม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง นำโดย นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีต ส.ส.นครพนม เขต 1 สมาชิกบ้านเลขที่ 111 นำสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงชมรมคนเสื้อแดงนครพนม 52 กว่า 500 คน มารวมตัวกันบริเวณหน้าค่ายพระยอดเมืองขวางจังหวัดทหารบกนครพนม เพื่อแสดงพลังประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านรัฐประหาร


พล.ต.วิษณุ ไตรภูมิ ผบก.จทบ.นครพนม ได้สั่งระดมกำลังทหาร สารวัตรทหาร คอยควบคุมดูแลความปลอดภัย ป้องกันการก่อเหตุวุ่นวายของกลุ่มคนเสื้อแดง และฝ่ายตรงข้าม พร้อมบริการน้ำดื่ม ซึ่งทางทหารได้กันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินเข้าไปในค่าย โดยให้มีการชุมนุมด้านหน้า

จ.ตราดชุมนุมหน้า หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า บริเวณหน้าหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ต.ตะกาง อ.เมือง จ.ตราด กลุ่มคนเสื้อแดงตราด นำโดย นท.ทวี ยานไกล นางชูชีพ ชีพนำโชคกุล พร้อมสมาชิกคนเสื้อแดงกว่า 80 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือแถลงการณ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน โดยมี นอ.ธรรมวัฒน์ มาลัยสุบิน เสธ.ฉก.นย.ตราด ออกมาให้การต้อนรับ


เมื่อกลุ่ม เสื้อแดงเดินทางมาถึงหน้าหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดแล้ว นท.ทวี อ่านแถลงการณ์ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมกันอย่างสงบ สันติและ ปราศจาอาวุธ ที่หน้าค่ายทหารต่างๆ ทั่วประเทศพร้อมกัน เพื่อประกาศเจตนารมย์ความเป็นมิตรกับทหารอย่างแท้จริง ผู้ศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและปฏิบัติหน้าที่ตรงตามภาระกิจที่กำหมาย กำหนด และเรียกร้องให้ทหารกล้าทั้งหลายปฏิเสธการทำรัฐประหารโดยเด็ดขาด และช่วยกันปกป้องประชาธิปไตยอย่างสุดชีวิตตามรัฐธรรมนุญที่ได้บัญญัติไว้ ขอให้มีการปฏิเสธรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนหรือ รัฐบาล จากนั้นได้นำแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวมอบให้กับ นอ.ธรรมวัฒน์ ก่อนจะยุติการชุมนุม

‘เพลี้ยกระโดด’ กับรัฐบาล ‘เพลี้ยกะแดก’

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อสัปดาห์ที่ ผ่านมา มีข่าวฮือฮาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ดูท่าจะเป็นข่าวใหญ่ทีเดียว เพราะหนังสือพิมพ์ระดับ “มติชน” พาดหัวออนไลน์ เมื่อ วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ว่า
“ฮิวแมนไรท์วอทช์ซัด"อภิสิทธิ์"ละเมิดสิทธิมนุษยชน รุนแรง จนสถานการณ์ถดถอยอย่างหนักในปี 52”
นายแบรด อดัม (Brad Adam) ผู้อำนวยการองค์การสิทธิมนุษยชนเอเชีย (Asia director at Human Rights Watch) ผู้แถลงเกี่ยวกับสถานการณ์เกี่ยวกับเมืองไทย ถึงกับระบุว่า
“รัฐบาล ของอภิสิทธิ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก แทบไม่ได้ทำตามคำสัญญาเคยกล่าวไว้ว่า จะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และหลักกฎหมายระหว่างประเทศเลย”
สำหรับรายละเอียดในเรื่องนี้ หากท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง คงจะได้เห็นกันแล้ว และคงเป็นไปตามคาดคิดนายอภิสิทธิ์ ต้องออกมาตอบโต้ว่าไม่จริง และจะให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แถลงตอบโต้อย่างเป็นทางการ
แต่...ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ผมอยากจะบอกว่า องค์การขนาดนี้ Human Rights Watch นั้น ก่อนที่จะกล่าวหาใคร เขาต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานไว้พอสมควร เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว และผ่านการตรวจสอบอย่างดี จึงออกรายงานเป็นทางการ เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องบอกกล่าวกับชาวโลกทั้งมวล
อยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกันสักนิด
สำหรับนายแบรด อดัม ผู้อำนวยการองค์การสิทธิมนุษยชนเอเชีย ผู้นี้ เคยตรวจพบว่า

เจ้าหน้าที่ทหาร ใน ‘ศูนย์วิวัฒน์สันติ’ ซึ่งทำหน้าที่แบบเดียวกับ “ศูนย์ซักถาม” ของ กอ.รมน.ในอดีต ได้มีการนำตัวชาวบ้านมารีดเอาข่าว แล้วซ้อมอย่างโหดร้ายด้วยความทารุณผิดมนุษย์ ได้กระจายไปถึงหูขององค์การระหว่างประเทศนี้ จนทำให้เรื่องแดงและแตกออกมาพร้อมพยานหลักฐานชัดเจน ทำให้คนไทยได้รับรู้กัน
สื่อในประเทศอย่างหนังสือพิมพ์ ‘โพสต์ทูเดย์’ ถึงกับให้กับฉายาทหารหน่วยนี้ว่า
‘หน่วยทมิฬ’
ส่วนชาวบ้าน ข้าราชการ และคนไทยมุสลิมและตำรวจในพื้นที่ รับรู้เรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาพอสมควร และเรียกศูนย์แห่งนี้อย่างตรงไปตรงมา ‘ศูนย์ กระทืบสันติ’ ซึ่งเข้าท่าดีจัง เพราะไม่ใช่แต่ชำนาญในการรุมกระทืบชาวบ้าน จนขี้แตกขี้แตนเท่านั้น ยังช่วยกันรุมกระทืบ ความสงบสุขและสันติ จังหวัดชายแดนปักษ์ใต้
ให้พัง...คาตีนไปอีกด้วย!
จึงไม่แปลกเลย ถ้าญาติพี่น้องผู้ที่ถูกกระทำ ลุกมาไล่ฆ่าทหาร ล้างแค้นเอาคืนกันบ้าง!
พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 (ในขณะนั้น) ทน
ต้องสั่งยุบศูนย์ ‘ศูนย์วิวัฒน์สันติ’ เพราะจำนนต่อหลักฐาน (ภารกิจยังมีอยู่ ต้องแอบไปดำเนินการในชื่ออื่น)
เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยนายพล สุรยุทธ์ ณ.เขายายเที่ยง ดำรงตำแหน่งนายกประเทศนี้ โดยมี “ไอ้ บังกบฏ” ซึ่งกำลังคับแข้งคับขา เพราะถ่างขาคร่อม ทั้งตำแหน่งผู้นำ ค.ม.ช. แถมยังเป็น ผบ.ทบ.ในห้วงเวลานั้น ด้วยซ้ำไป
แม้ในหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนทั้งหลายของบ้านเราเรื่องนี้จะเลือนหายไป แต่ในฐานะคนตามข่าวอย่างผม รับรองว่ามีหลักฐานชัดเจน อีกทั้งข้อมูลต่างๆทางปักษ์ใต้ ยังหลั่งไหลเข้ามาหาผมอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากมีการออกมาโต้แย้ง ผมอาจสวนกลับแรงๆแบบไม่ไว้หน้าก็เป็นได้ เลยต้องขอเตือนกันไว้ก่อน

ารออกมาปฏิเสธไว้ก่อนนั้น ผมเห็นว่าเป็นสันดานดักของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือพัฒนาให้ดีขึ้น ยังยึดแนวทาง “ปฏิเสธเอาไว้ก่อน” อย่างมั่นคงว่า พรรคของตัวเองนั้น ดีเลิศประเสริฐศรีมณีเด้ง เรื่องความผิดต่างๆนั้น
“พรรคฉัน...ไม่ได้ทำ!”
การปฏิเสธเอาไว้ก่อน ก็ถูกจับได้ทีหลังนั้น บางเรื่องมันก็กินเวลาช้านาน สำหรับการำพิสูจน์ จนผู้คนลืมไปแล้วก็มี อย่างเรื่องที่ผมเคยบอกเอาไว้แล้ว เช่น
เรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย และเป็นชนักปักหลังพรรคดักดานอยู่ทุกวันนี้ ก็เรื่องเอาที่ดิน ส.ป.ก.ไปแจกให้ญาติโก
โหติกาของคนในพรรค เพลิดเพลินเจริญใจกันไป จนเรื่องถึงโรงถึงศาล ซึ่งต้องใช้เวลาถึงกว่า 10 ปี ที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้บรรดาเศรษฐีสหายและญาติของนักการเมืองพรรคนี้ ต้องคืนที่ดินซึ่งได้รับแจกจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีราคาสูงกว่าหมื่นล้าน ให้กับทางราชการไปด้วยความจำใจ
เห็นกันหรือยังล่ะ!?
อีกเรื่องที่กินเวลานาน คือการทุจริตในการเลือกตั้ง สมาชิกพรรคคนสำคัญ ถูกศาลฎีกาท่านสั่งจำคุกไป 1 ปี ฐานซื้อเสียง และสร้างประวัติศาสตร์อันน่ารังเกียจว่า เป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศ ที่สมาชิกพรรคถูกลงโทษในความผิดฐานซื้อเสียง!
ก่อนหน้านั้นอีตาชวน เชื่องช้า แกออกมาพร่ำด่าคนโน้นคนนี้พรรคโน่นพรรคนี่ซื้อเสียง พอลูกพรรคตัวเองโดนศาลฎีกาท่านตัดสินจำคุก และตัดสิทธิทางการเมืองอีก 10 ปีเหมือนกัน
นาย หัวเลยหยุดพูดเรื่องซื้อเสียง นับตั่งแต่บัดนั้น! ...555

การที่พรรคดักดานโดยหัวหน้าอย่าง นายอภิแสบ
ภักดีโพเดียมนั้น ไปพูดอะไรที่ไหน ก็ย่อมเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้สนับสนุนและผู้ที่คัดค้านทั้งนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา
ดังนั้น ผมเห็นว่าการที่แกจะไปพูดอะไรแล้ว ไม่โดนสวนหรือตอกหน้ากลับนั้น เป็นเรื่องที่ควรกระทำ แต่บางเรื่องหัวหน้าพรรคดักดานพูดไปแล้ว ผู้คนต้องเลิกคิ้วอย่างฉงนฉงาย ด้วยความงงงวย เช่นเรื่องความซื่อสัตย์เป็นต้น
หรือครับ
ตอบได้ว่า ก็เพราะการที่นายอภิแสบฯ พูดจายกตัวเองและพรรคพวกว่าซื่อสัตย์นั้น ผู้คนที่เขาไม่เชื่อนั้นมีอยู่มาก (รวมทั้งผมด้วย) ครม.ของนายอภิแสบ ก็ไม่ได้ยึดมั่นในความสุจริตอย่างที่ว่า เพราะความไม่กระจ่างใส ในการบริหารประเทศนี่แหละครับ
ที่เป็นเหตุต้องนำมาพูดถึงกันในวันนี้ คือ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมิสเตอร์ อภิแสบ ภักดีโพเดียม แกดันไปพูดในรายการที่ผมเปลี่ยนชื่อให้ว่า

“ไม่มีใครเชื่อมั่น ประเทศไทย กับนายอภิแสบ!”

ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จนสื่อเขาเอามาพาดหัวว่า

“ครม.ยึดพระราชดำรัส ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”

ตรงนี้แหละครับ ที่ผมว่าแกพูดไม่จริง!

รัฐบาลนายอภิแสบ ไม่ได้ทำงานด้วยความสุจริต อย่างที่เจ้าตัวออกมาอวดอ้าง และด้วยความไม่สุจริตนี่แหละครับ เป็นเหตุให้รัฐมนตรีสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต้องลาออกไปถึงสองคน รัฐมนตรีช่วยต่างพรรคอีกหนึ่งหน่อ แล้วมันจะไปจริงได้อย่างไร?
อู้กันซื่อๆ...อย่างนี้แหละครับ!

ผมชื่นชมการดำเนินการ ของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่ร่วมมือร่วมใจกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ ในโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่ให้กลายเป็นโครงการ
“ไทยคุดคู้!”
ข้าราชการเหล่านั้น พวกเขาได้รักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยช่วยกันกดดันนายวิทยา แก้วภารไดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคุณหมอ ซึ่งมาจากพรรคดักดานของนายอภิแสบ จนกระทั่งจำใจให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนจากบุคคลภายนอก ซึ่งชี้ความไม่สุจริต ของการดำเนินการของเจ้ากระทรวงและทีมงานของรัฐมนตรี จนยกแก๊งลาออกไปทั้งโขยง
ในที่สุดนายวิทยาฯแทบจะหลั่งน้ำตา ยอมจำนนจำใจลาออกจากตำแหน่งซึ่งนั่งได้ไม่ถึงปี กลับไปนั่งบนโถส้วมด้วยความรวดร้าว อึดอัดคัดข้อง คงอยากจะเปลี่ยนนามสกุลเป็น ‘แก้วพรรดึก’ ให้รู้แล้วรู้แร่ดไป...555
ท่านผู้อ่านเห็นไหมครับว่า หากมี คนภายนอกเข้าไปสอบสวนหาความผิดกันจริงจังอย่างนี้ มันก็เห็นผลว่าเป็นหมู่เป็นจ่ากันอย่างที่เห็นๆได้ไม่ยาก
แต่ท่านครับ...ที่คาใจผมมากๆก็คือ...
คดีทุจริตโครงการชุมชน(แดก)ไม่พอเพียง นี่แหละครับ ผมเขียนเอาไว้ในบทความชื่อเศรษฐกิจ “เชิงทุจริต” ของประชาธิปัตย์!!! ลงใน www.vattavan.com ตั้งแต่ 27 กันยายน 2552 ความตอนหนึ่งว่า

...โครงการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปล้นอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ ต้องจำไว้เป็นตัวอย่าง เพราะเวลานี้ชื่อเสียงของพวกท่านนั้นเสียหายมาก โดยเฉพาะโครงการที่ผมเรียกว่า “โครงการ แดกไม่พอเพียง” นั้น นับวันแต่จะถกเปิดโปงความชั่วร้ายออกมา ตั้งแต่ เครื่องกรองน้ำ รถไถกระป๋องทาสี ปุ๋ยปลอม ฯลฯ จนพิจารณาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะบอกว่า
คนในพรรคดักดานนี้ ได้ประกอบกรรมอันไม่สุจริต ด้วยการโกงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่มีการจัดหาสินค้า ตั้งทีมไปหลอกลวงเกี่ยวกับโครงการ และมีการกระจายสินค้าซึ่งไร้คุณภาพ ไปยังพี่น้องประชาชน เป็นการรวมกันเขมือบ โกงงบประมาณกันอย่างหน้าเฉยตาเฉย แต่สื่อมวลชนถลกเบื้องหลัง ว่าพรรคดักดานได้ประโยชน์ ด้วยการที่ได้รับเงินบริจาคก้อนโต จากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการนี้
เจ็บใจแทน...พี่น้องประชาชนจริงๆ! ...

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ...
เรื่องโครงการชุมชนพอเพียงนั้น พอมีเรื่องแตกขึ้นมา การสอบสวนไม่ได้กระทำโดยบุคคลภายนอก แต่กลับตั้งตาเฒ่าอย่างนายเจริญ คันธวงศ์ ขึ้นมาสอบสวนแบบง่อกๆแง่กๆ แล้วรวบรัดด่วนสรุป ทำทีเป็นลงโทษสมาชิกพรรคบางคน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่นักการเมืองตนอื่นๆของพรรค บริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วก็ยุติเรื่องไปเฉยๆอย่างนี้ มันทำเหมือนกับพี่น้องประชาชนคนไทยเรา...
รับประทานแกลบ แทนข้าววันละสามมื้ออย่างนั้น!
หากนายอภิแสบฯอยากแสดงว่าตัว มีความจริงใจ ก็ต้องตั้งกรรมการบุคคลภายนอกพรรค มาทำการสอบสวนเป็นเรื่องเป็นราว เพราะจะได้สอบสาวให้ลึกๆกันไปว่า
ไอ้ที่ผู้คนเขาบอกว่า บริษัทต่างๆที่ได้รับประโยชน์จากโครงการแดกไม่เคยพอเพียง และจ่ายเงินบำรุงพรรคดักดานไปก่อนนั้น
เป็นความจริงใช่ไหม...จำนวนเงินเท่า ไหร่? เมื่อใด?
สำหรับนายอภิแสบฯ ที่ลงลายมือชื่อรับรองงบหรือรายงานการเงินของพรรค ที่ส่งให้ กกต.นั้น จะไม่รู้เห็นกับการบริจาคเงินนั้น หรือไม่อย่างไร?
แน่จริงเอาหลักฐาน...ออกมาตีแผ่กันให้จะๆกัน (ซีวะ)!?
เรื่องอย่างนี้แหละครับ ที่ผมว่ามัน “คาใจ” พี่น้องประชาชนคนไทย เพราะพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งมีจำนวนมากในประเทศ เขาปักใจเชื่อว่า
“รัฐบาลทุจริต!”...เขาเชื่อกัน อย่างนี้จริงๆนะครับ!!

ดังนั้น การนายมาร์คฯหัวหน้ารัฐบาลดักดาน ดันทะลึ่งออกะออกมายืนยันหน้าเฉยตาเฉย ว่ารัฐบาลของตัวนั้นซื่อสัตย์สุจริต ผมก็จะขอนั่งยัน กลับไปบ้างว่า...
ประชาชนคนไทยจำนวนมาก รวมทั้งผมด้วย เห็นว่านายมาร์คฯจะมาพูดเอาดีใส่ตัวอย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าออก “มุกควาย” ซ้ำอีกแล้ว อย่างที่ผมเคยตั้งข้อสังเกต และให้ฉายาไว้เป็นแรมปี จนผู้คนชักจะพูดกันติดปากว่า
“นายมาร์ค มุกควาย”
ก็เพราะแกชอบออก “มุกควายๆ” อย่างนี้แหละครับ!!!
ก่อนจบบทความที่เขียนไปหัวเราะไป อยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า

เวลานี้มีหลายอำเภอที่เคราะห์ร้าย เพราะเมื่อข้าวราคาดี เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงจำพวกปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายข้าว โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลส์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิว น้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก แห้งตายเป็นหย่อมๆเรียก “ อาการไหม้ ( hopper burn )”

content/picdata/200/data/A5.jpg

ไอ้เพลี้ย เวรนี่หายไปหลายปี ตอนนี้มันกลับดันมาลงทำให้ชาวนาน้ำตาร่วง เสียหายหนักกว่า 10 จังหวัด หนักๆก็คือแหล่งที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อย่างสุพรรณบุรี อุทัยธานี สุโขทัย เป็นต้น
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้น เขาว่ามันมีวงรอบของมันเหมือนกัน คือช่วง 8-10 ปี มันจะย้อนยกโขยงกลับมาดูดต้นข้าว ทำความเสียหายให้กับชาวนาสักครั้ง
ก็น่าแปลกเหมือนกัน ที่ปีนี้เพลี้ยกระโดดมันมาจังหวะพ้องกับรัฐบาลพรรคดักดาน ซึ่งห่างหายไปจากการบริหารประเทศเพราะประชาชนเขาไม่เลือกเป็นเสียงข้างมาก นานพอๆกับไอ้เพลี้ยจังไรนี่ แต่กลับดันทะลึ่งได้มาเป็นรัฐบาล แบบมีคนหาบคนหาม อย่างไม่มีใครคาดคิด และเป็นจังหวะเดียวกับเพลี้ยกระโดดที่รูปร่างคล้าย “แมลงสาบ” (ไม่ใช่ชื่อพรรคนะ) หวนมาสร้างความเสียหายให้กับชาวนาไทยเราอีกครั้ง
รัฐบาลนายอภิแสบฯนั้น พอได้มาบริหารประเทศไม่ทันไร กลับเพิกเฉย ละเลยให้มีการทุจริตคิดมิชอบกันอย่างกว้างขวาง ถลุงงบประมาณของชาติกันอย่างสนุกสนาน บางโครงการฟาดกันเปรมตั้งแต่ในทำเนียบรัฐบาลด้วยซ้ำ ชาวบ้านแช่งด่ากันถ้วนทั่ว จนน้องรองนายกฯกับพวก ต้องจำใจลาออกไปอีกเหมือนกัน
พฤติกรรมของรัฐบาลกับพวก นี้เหมือนเพลี้ยอัปรีย์เพราะจงใจก็ดูดเอาเงินทองของชาติ ที่มีอยู่น้อยนิด ไปบำเรอนักการเมืองในกลุ่มของตน จนผู้คนเขาจับได้ และเป็นที่ของพี่น้องประชาชนเอือมระอาและชิงชังยิ่งนัก
ที่น่าเกลียดน่าชังเหลือเกิน ก็คือ...
...ได้ อำนาจปุ๊บ ก็ ‘แดกปั๊บ’ ทันทีทันใด!
หลักฐานฟ้องชัดๆว่า พวกมัน ‘เตรียมการ’ โกงล่วงหน้า มาเลยนี่ครับ!!
ก็มันไม่ซื่อสัตย์อย่างนี้แล้ว ผมจะขนานนามรัฐบาลนาย
มาร์ค มุกควาย ว่าเป็น “รัฐบาลเพลี้ยกะแดก” ...ได้ไหมครับ!?

เฮ้อ...มันน่าหนักใจ ทั้ง‘เพลี้ยกระโดด’ กับไอ้รัฐบาล‘เพลี้ยกะแดก’ นี่จริงๆ!!!

..............

หมาย เหตุ เป็นครั้งแรก ที่คอลัมน์ “จดหมายฟ้องโลก” มีผู้อ่านเกินหนึ่งหมื่นท่าน
กราบขอบพระคุณ แฟนๆทุกท่านครับ

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช